
หน่วยการเรียนที่ 1 ความรู้ทั่วไปและสมรรถภาพทางกาย เป็นกีฬาประเภททีม มีผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำลูกบาสเกตบอล ไปโยน ลงห่วงประตูของฝ่ายตรงกันข้ามให้ได้มากที่สุด กำเนิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจาก (JamesA.Naismith) ได้คิดขึ้นเพื่อเล่นในโรงพลศึกษา ของสมาคมวายเอ็มซีเอนานาชาติ (International Young Men’s Christian Association Training School) ที่เมือง สปริงฟีลด์ มลรัฐแมสซาซูเซตส์ ในช่วงที่มีหิมะตก เมื่อ ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) โดยใช้ตะกร้าลูกพีช 2 ใบแขวนเป็นประตู จึงทำให้กีฬานี้ได้ชื่อว่าบาสเกตบอล (Basketball) การเล่นครั้งนั้นใช้ ลูกฟุตบอลเป็นลูกบอล มีผู้เล่นทั้งหมด 18 คน แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 9 คน มีกฎการเล่น 4 ข้อ คือ ต่อมามีการปรับปรุงการเล่นเป็น 13 ข้อโดยลดผู้เล่นเหลือฝ่ายละ 5 คน เนื่องจากในการเล่นเกิดการปะทะกัน เพราะสนามแคบ ดังนั้นจึงทำให้เกมการเล่นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นทั้งยังลดการปะทะกันอีกด้วย ในปัจจุบันกติกาการเล่น ดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่ ณ โรงพลศึกษา กติกานี้ใช้มาจนถึง ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) จึงได้ปรับปรุงแก้ไขครั้งใหญ่เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 11 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศสเยอรมนี และใน ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) ดร.เจมส์ เอ. เนสมิท ก็เสียชีวิตลง ก่อน จะได้เห็นความสำเร็จ และความยิ่งใหญ่ในกีฬาบาสเกตบอลที่เขาคิดค้นขึ้นต่อมาจากนั้นกีฬาบาสเกตบอลก็ แพร่หลายพัฒนาการเล่นเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกีฬาบาสเกตบอล ในระดับนานาชาติ ได้แก่ สหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติ (ชื่อภาษาอังกฤษ International Amateur Basketball Federation ชื่อภาษาฝรั่งเศส Fe’de’ration International de Basketball Amateur ใช้ชื่อย่อว่า FIBA) นอกจากนี้ ยังมีองค์กรในระดับทวีป เช่น สมาพันธ์บาสเกตบอลเอเชีย (Asian Basketball Confederation หรือ ABC) เป็นต้น ความสำคัญของกีฬาบาสเกตบอล เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเป็นการพัฒนาร่างกายของมนุษย์ให้มี คุณภาพ สุขภาพที่ดี อันเป็นผลทำให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม ซึ่งมีจิตใจ เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม การมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ ยึดมั่นในความรักความสามัคคี มีระเบียบ วินัยในตนเอง อันส่งผลต่อการพัฒนาชาติต่อไป กีฬาบาสเกตบอลเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมเล่นกันมาก เพราะกีฬาชนิดนี้เล่นได้ทุกสถานที่ เนื่องจากใช้ พื้นที่ไม่มาก เล่นได้ทุกฤดูกาล และไม่สิ้นเปลืองอุปกรณ์ ประชาชนได้ให้ความสนใจและนิยมชมชอบ กีฬาบาสเกตบอลอย่างแพร่หลายทั่วโลก นอกจากนั้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก กีฬาซีเกมส์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างชาติได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลรวมอยู่ด้วย ในเอเชียได้มีการจัดการ แข่งขันเพื่อความชนะเลิศหลายประเภทด้วยกัน เช่น ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ชิงชนะเลิศเยาวชน ชิงถ้วย นายอาร์. วิลเลี่ยม โจนส์ (R. William Jones) ที่ไต้หวัน ชิงถ้วย เปสตา สุคัน (Pesta Sukan) ที่ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ประวัติกีฬาบาสเกตบอลในประเทศไทย ![]() ประเทศไทยเริ่มเล่นกีฬาบาสเกตบอลกันตั้งแต่เมื่อใด สมัยใด ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัด แต่เท่าที่ ค้นคว้าและมีหลักฐานยืนยันว่าในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ นายนพคุณ พงษ์สุวรรณ อาจารย์สอนภาษาจีนได้แปลกติกา การเล่นบาสเกตบอลจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก พ.ศ ๒๔๗๗ กรมพลศึกษา ได้จัดการแข่งขันกีฬา บาสเกตบอลระดับนักเรียนขึ้น เป็นครั้งแรก สมัยที่ น.อ หลวงศุภชลาศัย ร.น ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพลศึกษา พ.ศ ๒๔๙๕ ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลระหว่างนักเรียนหญิง และการแข่งขันระหว่างประชาชน ทั่วๆไป พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้มีการจัดตั้งสมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย และได้เป็นสมาชิก สมาคมบาสเกตบอล ระหว่างประเทศ ตั้งแต่ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๖ ปัจจุบันกีฬาบาสเกตบอลถูกบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนแทบ ทุกระดับการศึกษา คือตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังมี การแข่งขัน อยู่ตลอดเวลา องค์กรสำคัญที่ส่งเสริมและจัดการแข่งขัน กีฬาบาสเกตบอล ในประเทศไทย ได้แก่ สมาคมบาเกตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมพลศึกษา กรุงเทพมหานครการกีฬาแห่งประเทศไทย ทบวงมหาวิทยาลัย (กีฬามหาวิททยาลัย) กองทัพ (กีฬาเหล่าทัพ) กองทัพอากาศ (กีฬานักเรียน) สถาบันการศึกษาทั่วไป
การเล่นบาสเกตบอลซึ่งทีมหนึ่งประกอบด้วยผู้เล่นในสนามฝ่ายละ 5 คน ต่างฝ่ายก็ต้องการจะนำลูกบอล โยนให้ลงห่วงประตูของตนเองให้ได้มากที่สุดในเวลาที่กำหนดตามกติกาและในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายาม ป้องกันมิให้ฝ่ายตรงข้ามนำลูกบอลไปโยนลงห่วงประตูที่อยู่ ตรงข้ามเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าผู้เล่นฝ่ายใด จะมีทักษะส่วนบุคคลในการเลี้ยงหลบหลีก และส่งให้กับคู่ได้แม่นยำมากแค่ไหน ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตาม ระเบียบการแข่งขันทุกประการ ฉะนั้น การเล่นบาสเกตบอลจะประสบผลสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาบาสเกตบอล![]() กีฬาบาสเกตบอลก็เหมือนกีฬาประเภททีมทั่วไป ที่เล่นแล้วจะมีผลกระทบในทางที่ดีทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ทั้งนี้ต้องเล่นอย่างถูกหลักการและวิธีการเล่นที่ถูกต้อง ซึ่งจะกล่าวเป็นสังเขป ดังนี้ ประโยชน์ทางด้านร่างกาย 1. ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี 2. มีสมรรถภาพทางกายสูงขึ้น สามารถทำงานหนักโดยไม่ได้รับการบาดเจ็บ 3. ช่วยรักษารูปร่างให้ได้สัดส่วนสง่างามเหมาะสมได้ 4. มีความคล่องตัวร่างกายมีความสัมพันธ์กันดี เช่น สายตา กล้ามเนื้อแขนขา รักษาความสมดุลของร่างกาย ได้ดี ด้านจิตใจและอารมณ์ 1. ความมีน้ำใจในนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย จะบังเกิดขึ้นกับผู้เล่นกีฬา 2. มีความอดทนอดกลั้นสูงขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกซ้อม อันจะก่อให้เกิดสมาธิ สติ และอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย 3. มีความสนุกสนานต่อการเล่น อันก่อให้เกิดอารมณ์ที่แจ่มใส ร่าเริง ไม่เคียด สามารถปรับปรุงตนเอง และทีให้ดีขึ้น 4. มีสติและปัญญา รู้จักวางแผนการรุก การป้องกัน คิดหาวิธีการที่จะเล่นให้ประสบผลสำเร็จกับคู่แข่งขัน ซึ่งก่อให้เกิดความเฉลียวฉลาดและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี 5. กฎ กติกาการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล ย่อมสอนให้ผู้เล่นรู้จักคามยุติธรรม สร้างนิสัย ในตนเอง ตลอดจนคุณธรรมจริยธรรมต่อผู้เล่นด้วยกันเสมอ ด้านสังคม 1. ทำให้เกิดมีความรักความสามัคคีของหมู่คณะ 2. มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมดีขึ้น เกิดมิตรภาพระหว่างเพื่อนภายในทีมและต่างทีม 3. ทำให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น อันจะก่อให้เกิดการสร้างวินัยที่ดีในการออกกำลังกายทั้งของตนเองและสังคม การดูแลรักษาอุปกรณ์และความปลอดภัยในการเล่นกีฬา![]() การดูแลรักษาอุปกรณ์บาสเกตบอล สำหรับอุปกรณ์บาสเกตบอล เป็นเรื่องที่ผู้สอนหรือผู้ฝึกสอนควรจะต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนหรือผู้เล่นทุกคนควรให้ความสำคัญ และจำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิมและใช้งานได้นานที่สุด ซึ่งทุกคน ควรรับผิดชอบร่วมกัน ดังนี้ 1. ลูกบอลไม่ควรสูบลมแข็งจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับลูกบอลไม่ดี แล้วยังทำให้ลูกบอลเสื่อมสภาพ เร็วด้วย 2. อย่าให้ลูกบอลแช่น้ำ ควรเช็ดให้สะอาดอยู่เสมอ 3. อย่าใช้ลูกบอลในลักษณะอื่น เช่น เตะ นั่ง หรือหนุนของหนัก 4. ตาข่ายควรใช้เทปหรือเชือกพันยึดแนบกับห่วงประตู 5. เสาประตู และแป้นติดห่วงประตูต้องอยู่ในภาพพร้อมเสมอ ไม่ชำรุดเสียหายขณะเล่นเพราะจะเป็น อันตรายได้ 6. สนามต้องไม่เปียกและสะอาด พร้อมเสมอสำหรับการเรียนและเล่น 7. ควรมีถุงตาข่ายหรือถุงเก็บดูแลรักษาลูกบอลให้เพียงพอกับจำนวน เพื่อป้องกันฝุ่นและการสูญหาย 8. อุปกรณ์การเล่นหรือการฝึก เมื่อเลิกเล่นแล้วควรช่วยกันสำรวจดูแลความสะอาด ควรตรวจเช็คให้ครบ และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้ง ในสภาวะปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เรียนหรือผู้เล่นทุกคนแม้กระทั่งผู้สอนหรือผู้ฝึกสอน เองก็ตาม ก็ควรช่วยกันดูแลรักษาและส่งเสริมให้ผู้ใช้อุปกรณ์กีฬาทุกคนได้รู้จักใช้อุปกรณ์อย่างมีคุณค่า มัธยัสถ์ และเก็บรักษาให้พร้อมเพื่อจะได้ใช้งานได้นานต่อไป มารยาทของผู้เล่นและผู้ดูกีฬาบาสเกตบอลที่ดี![]() กีฬาบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วสูงมีการปะทะกันบ่อยครั้ง บางครั้งอาจได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นผู้เล่น จึงต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ผู้ดูกีฬาก็ต้องมีวิจารณญาณในการดูถึงจะเกิดอารมณ์สนุกไปกับเกมการเล่น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ทั้งผู้เล่น และผู้ดูมีน้ำใจในการเล่นและดูกีฬาที่ดีและสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ผู้เล่นซึ่งได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีแล้ว จากผู้ฝึกสอนกีฬาระหว่างฝึกซ้อมหรือเลิกซ้อม ก็ควรระลึกเสมอถึงข้อปฏิบัติขณะมีการแข่งขัน ดังนี้ 1. ผู้เล่นที่ดี 1.1 ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกติกาการเล่นโดยเคร่งครัด 1.2 เคารพและเชื่อฟังคำตัดสินของผู้ตัดสินและกรรมการในการตัดสินโดยตลอด 1.3 แสดงความเป็นมิตรและให้เกียรติกับผู้ร่วมเล่น ทั้งฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายเดียวกัน เช่นการทักทาย การร่วมมือกันทั้งก่อนและหลังการเล่น 1.4 เป็นผู้มีความสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอาการเย่อหยิ่ง จองหอง โอ้อวดต่อบุคคลอื่น 1.5 เล่นด้วยชั้นเชิงของการเล่น ไม่ยั่วยุ ไม่กลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบฝ่ายตรงข้ามหรือผู้เล่นร่วมทีม ด้วยกัน หากมีการพลาดพลั้งให้ขอโทษและให้อภัยซึ่งกันและกัน 1.6 เล่นเต็มที่ตามความสามารถของตนเอง และในขณะเดียวกันควรรู้จักประมาณตนเองในความสามารถ นั้นๆ ด้วย 1.7 เวลาชนะหรือแพ้ไม่แสดงความดีใจหรือเสียใจออกนอกหน้ามากเกินไป 1.8 เป็นผู้มีใจหนักแน่น อดทน รู้จักยับยั้งชั่งใจ อดกลั้น ระงับอารมณ์ ควบคุมสติไม่แสดงอาการ โมโหโทโส หรือโกรธแค้นต่อตนเองหรือบุคคลอื่น 1.9 ยอมรับสภาพและผลการเล่นหรือการแข่งขันด้วยความเต็มใจและบริสุทธิ์ใจ 1.10 มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมเล่นทั้งฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายเดียวกัน 1.11 เป็นผู้ที่มีความเชื่อและเลื่อมใสในอุดมคติของการเล่นกีฬาบาสเกตบอล เพื่อผลและประโยชน์ ที่เกิด จากการเล่นกีฬาบาสเกตบอลอย่างแท้จริง การดูแลรักษาอุปกรณ์และความปลอดภัยในการเล่นกีฬา![]() การดูแลรักษาอุปกรณ์บาสเกตบอล สำหรับอุปกรณ์บาสเกตบอลเป็นเรื่องที่ผู้สอนหรือผู้ฝึกสอน ควรจะต้องปลุกฝังให้ผู้เรียนหรือผู้เล่นทุกคน ควรให้ความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิมและใช้งานได้นานที่สุด ซึ่งทุกคนควรรับผิดชอบร่วมกัน ดังนี้ 1. ลูกบอลไม่ควรสูบลมแข็งจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับลูกบอลไม่ดี แล้วยังทำให้ลูกบอลเสื่อมสภาพ เร็วด้วย 2. อย่าให้ลูกบอลแช่น้ำ ควรเช็ดให้สะอาดอยู่เสมอ 3. อย่าใช้ลูกบอลในลักษณะอื่น เช่น เตะ นั่ง หรือหนุนของหนัก 4. ตาข่ายควรใช้เทปหรือเชือกพันยึดแนบกับห่วงประตู 5. เสาประตู และแป้นติดห่วงประตูต้องอยู่ในภาพพร้อมเสมอ ไม่ชำรุดเสียหายขณะเล่นเพราะจะเป็น อันตรายได้ 6. สนามต้องไม่เปียกและสะอาด พร้อมเสมอสำหรับการเรียนและเล่น 7. ควรมีถุงตาข่ายหรือถุงเก็บดูแลรักษาลูกบอลให้เพียงพอกับจำนวน เพื่อป้องกันฝุ่นและการสูญหาย 8. อุปกรณ์การเล่นหรือการฝึก เมื่อเลิกเล่นแล้วควรช่วยกันสำรวจดูแลความสะอาด ควรตรวจเช็คให้ครบ และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้ง ในสภาวะปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เรียนหรือผู้เล่นทุกคนแม้กระทั่งผู้สอน หรือผู้ฝึกสอน เองก็ตาม ก็ควรช่วยกันดูแลรักษาและส่งเสริมให้ผู้ใช้อุปกรณ์กีฬาทุกคนได้รู้จักใช้อุปกรณ์อย่างมีคุณค่า มัธยัสถ์ และเก็บรักษาให้พร้อมเพื่อจะได้ใช้งานได้นานต่อไป หลักการเล่นกีฬาบาสเกตบอลด้วยความปลอดภัย![]() การเล่นบาสเกตบอลนั้นผู้เล่นอาจจะได้รับอันตรายจากการเล่นได้ง่าย ทั้งนี้เพราะผู้เล่นต้องเล่นด้วยความรวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไว ในพื้นที่จำกัด การป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กับการสอนทางพลศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนพลศึกษาต้องแนะนำให้ผู้เรียนรู้หลักและวิธีการเล่นที่ถูกต้อง ปลอดภัย จนเป็นกิจนิสัย การเล่น ด้วยความปลอดภัยจะมีส่วนเกี่ยวข้องในหลายด้านได้แก่ สนาม อุปกรณ์ในสนาม การแต่งกาย และการเตรียมพร้อม ของผู้เล่น เป็นต้น เพื่อให้เกิดสวัสดิภาพมากที่สุด ดังนั้นเพื่อให้การเล่นบาสเกตบอลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และปลอดภัย ผู้เล่นจึงควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. สนามโดยทั่วไปสนามที่ใช้ฝึกหัดและใช้สำหรับการแข่งขันมี 2 อย่าง คือสนามที่อยู่กลางแจ้งและสนาม ที่อยู่ในร่มส่วนใหญ่สนามที่ใช้เล่นกันในประเทศไทยจะเป็นสนามกลางแจ้ง ผู้ที่เข้าไปใช้สนาม ควรตรวจสภาพ ของสนามเสียก่อน ดังนี้ 1.1 พื้นสนามต้องเรียบ ถ้าเป็นสนามในร่มพื้นไม้ต้องไม่ให้มีหัวตะปูโผล่ขึ้นมา หรือรอยต่อของพื้นสนามต้องสนิท ถ้าสนามกลางแจ้งพื้นสนามต้องเรียบ อย่าให้ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อหรือมีก้อนหิน ดิน ซึ่งอาจจะ ทำให้ผู้เล่นได้รับอันตรายได้ 1.2 พื้นสนามต้องแห้ง ถ้ามีน้ำต้องเช็ดถูให้แห้งเสียก่อน 1.3 บริเวณข้างสนามต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง เช่น เก้าอี้ โต๊ะ เป็นต้น 2. เสาและห่วงประตูควรอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยมั่นคง เมื่อเสาและแป้นประตูหลวม หรือคลอน ควรรีบทำ การซ่อมแซมให้เรียบร้อย 3. ลูกบอลที่ใช้เล่นต้องไม่อ่อนหรือแข็งจนเกินไป เพราะถ้าลูกบอลนิ่มจะเลี้ยงลูกบอลไม่ขึ้น ถ้าลูกบอล แข็งจนเกินไปเวลาเลี้ยงลูกบอลจะกระดอนสูงมากกว่าปกติ อาจทำให้ถูกหน้าผู้เลี้ยงลูกบอลได้ 4. ก่อนการเล่นหรือแข่งขันควรตัดเล็บให้สั้น เพราะจะทำให้ตนเองและผู้อื่นได้รับบาดเจ็บได้ 5. ไม่ควรสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน นาฬิกาข้อมือ กำไลข้อมือ สร้อยคอ เพราะอาจจะเป็นอันตราย ต่อตนเองและผู้อื่นได้ 6. ในระหว่างการเล่นไม่ควรสวมแว่นตา ถ้าจำเป็นควรใช้แว่นพลาสติกหรือชนิดที่ไม่ แตกง่าย และให้มี ยางรัดติดกับท้ายทอยจะได้ไม่หลุดในขณะเล่น 7. ควรฝึกซ้อมให้ร่างกายมีสมรรถภาพดีพร้อมที่จะลงแข่งขัน ถ้าฝึกซ้อมไม่เพียงพอ ความคล่องตัว จะไม่ดี และทำให้เหน็ดเหนื่อยเร็วขึ้น 8. ก่อนการเล่นทุกครั้งจะต้องมีการอบอุ่นร่างกาย เพราะการอบอุ่นร่างกายเป็นการกระตุ้นให้มีความพร้อม ทั้งทาง ร่างกายและจิตใจที่จะเล่นต่อไปถ้าผู้เล่นไม่มีการอบอุ่นร่างกายก่อนการเล่นแล้วจะทำให้ กล้ามเนื้อปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ได้รับความเจ็บปวด บางครั้งต้องหยุดการเล่นนานเป็นเดือนก็มี 9. เครื่องแต่งกายในการเล่น ต้องเป็นชุดที่เหมาะสมกับการเล่นกีฬาประเภทนี้ เช่น เสื้อผ้า ควรเป็นผ้าที่ ซับเหงื่อได้ดี เมื่อสวมใส่แล้วต้องไม่หลวมหรือคับจนเกินไป เพราะจะทำให้การเคลื่อนไหวไม่สะดวก รองเท้าที่ สวมใส่ควรเป็นรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อชนิดที่มีเชือกร้อย เพราะผู้เล่นจะดึงเชือกให้รัดแน่น หรือผ่อนคลายเชือกได้ตาม ความต้องการ ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้ข้อเท้าแพลงหรือได้รับอันตรายได้ ![]() กายบริหารและการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับกีฬาบาสเกตบอล![]() ทำไมต้องทำกายบริหาร กายบริหาร เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพราะช่วยผ่อนคลายด้านจิตใจและปรับส่วนต่างๆ ของร่างกาย การทำกายบริหารอยู่เสมอจะมีผลต่อสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ 1. ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย 2. ช่วยสร้างการประสานงานของร่างกาย ทำให้การเคลื่อนไหวมีอิสระและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 3. เพิ่มช่วงของการเคลื่อนไหว 4. ป้องกันอุบัติเหตุ เช่น กล้ามเนื้อเคล็ด (กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีการบริหารก่อนการทำงาน สามารถ ต้านทานความเครียดได้ดีกว่ากล้ามเนื้อที่มีความแข็งแรง แต่ไม่มีการบริหารร่างกายก่อนการทำงาน) 5. ช่วยในการทำกิจกรรมหนักๆ ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวิ่ง การเล่นสกี เทนนิส ว่ายน้ำ จักรยาน เพราะเป็น การเตรียมกล้ามเนื้อก่อนการทำงาน , 6. พัฒนาการรับรู้ของร่างกาย เมื่อบริหารร่างกายส่วนต่างๆ จะมุ่งเน้นและได้สัมผัสส่วนนั้นๆทำให้ได้รู้จัก ตัวเอง 7. ช่วยผ่อนคลายด้านจิตใจ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อตนเอง มากกว่าเพื่อการแข่งขัน 8. ส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิต 9. ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี การทำกายบริหารที่ถูกต้องควรทำอย่างไร กายบริหารเป็นกิจกรรมที่ง่ายต่อการเรียนรู้ แต่ก็มีทั้งวิธีที่ถูกและวิธีที่ผิด วิธีที่ถูกต้องคือต้องผ่อนคลาย ทำกายบริหาร ส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วยความเอาใจใส่ ส่วนที่ผิด (คนส่วนใหญ่นิยมทำ) คือการกระแทก ขึ้นลงหรือบริหารร่างกายกับส่วนที่รู้สึกเจ็บปวด การปฏิบัติเช่นนี้เป็นอันตรายมากกว่าจะเป็นผลดี ถ้าทำกายบริหาร อย่างถูกต้องและทำเป็นประจำ จะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวนั้นๆง่ายมาก การที่จะลดความตึงของกล้ามเนื้อ และกลุ่ม กล้ามเนื้อต้องใช้เวลา แต่เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มเกิดความรู้สึกที่ดี การทำกายบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เมื่อเริ่มทำกายบริหารควรใช้เวลาประมาณ 10 - 30 วินาที กับการบริหารร่างกายแบบง่ายๆไม่ควรกระแทก ขึ้นลง ทำจนถึงจุดที่รู้สึกว่าตึงพอสมควร และควรผ่อนคลายขณะที่ค้างท่าบริหารนั้นไว้ ความตึงขณะที่ค้าง การปฏิบัติควรจะบรรเทาลง ถ้าหากไม่เกิดความรู้สึกดังกล่าว ให้อยู่ในท่าสบายและหาระดับที่ทำให้ เกิดความตึง ที่ต้องการ การบริหารร่างกายแบบง่ายๆ ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ และทำให้เนื้อเยื่อพร้อมที่จะปฏิบัติ กายบริหาที่หนักขึ้น การทำกายบริหารร่างกายที่หนักขึ้น หลังจากทำกายบริหารแบบง่ายๆ แล้ว ควรเริ่มทำกายบริหารที่หนักขึ้น การปฏิบัติก็เช่นเดียวกันคือ ไม่กระแทกขึ้นลง เคลื่อนให้ไกลออกไปอีกประมาณ 1 นิ้ว จนกระทั่งรู้สึกตึงพอสมควรและพัก หรือค้าง ในท่านั้นประมาณ10 - 30 นาที ความตึงจะค่อยๆ ลดลงถ้าไม่สามารถทำได้ให้กลับมาอยู่ในท่าสบาย การบริหาร ร่างกายที่หนักขึ้นจะช่วยปรับกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น และเพิ่มความอ่อนตัว การหายใจ ขณะทำกายบริหารควรหายใจช้าๆ และเป็นจังหวะขณะที่ก้มตัวไปข้างหน้าให้หายใจออกและหายใจช้าๆ ขณะพักและค้างอยู่ในท่านั้น ขณะทำกายบริหารไม่ควรกลั้นหายใจ ถ้าหากท่าบริหารนั้นขัดขวางการหายใจ แสดงว่าการปฏิบัติไม่ผ่อนคลายให้ปฏิบัติตามสบาย การหายใจก็จะเป็นไปตามธรรมชาติ การนับ ในตอนแรกๆ เมื่อทำกายบริหารแต่ละท่าให้นับอยู่ในใจ เพื่อให้มั่นใจว่าได้รักษาความตึงได้อย่างเหมาะสม ในเวลาพอสมควร หลังจากนั้นให้ทำกายบริหารตามวิถีทางโดยไม่ต้องสนใจการนับ การตอบสนองของการทำกายบริหาร ![]() กลไกที่เรียกว่าการตอบสนองของการทำกายบริหาร จะช่วยป้องกันการยืดของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป (อาจจะด้วยการกระแทกขึ้นลงหรือยืดเกินปกติ) ประสาทสะท้อนกลับจะตอบสนองโดยการส่งสัญญาณไปให้กล้ามเนื้อทำงาน ซึ่งเป็นการป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ดังนั้น เมื่อยืดกล้ามเนื้อไกลเกินไป จะเกร็งกล้ามเนื้อ ที่กำลังพยายามเหยียดยืดอย่างมาก (คล้ายๆกับปฏิกิริยาที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ เมื่อสัมผัสของร้อนโดยบังเอิญ ก่อนที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น ก็จะเคลื่อนไหวอย่างเร็วให้พ้นจากความร้อนนั้น) การพักหรือค้างการเหยียดยืดกล้ามเนื้อให้ไกลเท่าที่สามารถทำได้ หรือการกระแทกขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ กล้ามเนื้อตึงตัวเต็มที่และเกิดการตอบสนอง กล่าวได้ว่าเป็นวิธีที่อันตรายและเป็นสาเหตุของความเจ็บปวด รวมทั้ง การบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการฉีกขาดเป็นฝอยละเอียดของเส้นใยกล้ามเนื้อก็เป็นอันตรายเช่นกัน การฉีกขาดนี้จะนำไปสู่การเป็นแผลในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เสียความยืดหยุ่นไปทีละน้อย กล้ามเนื้อจะตึงและระบม แล้วจะบริหาร ร่างกายและออกกำลังกายประจำวันได้อย่างไรเมื่อวิธีการที่นำมาใช้ทำให้เกิดการบาดเจ็บ พวกเราหลายคนขณะที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ได้มีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆภายในร่างกาย โดยมีความคิดที่ว่า “ไม่มีการพัฒนากล้ามเนื้อถ้าปราศจากความเจ็บปวด”ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างความเจ็บกับการปรับปรุงทางกาย และเกิดการเรียนรู้ว่า “ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งมีการพัฒนาส่วนนั้นมาก” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เมื่อทำกายบริหารอย่างถูกต้องจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย จงพยายามศึกษาเกี่ยวกับร่างกาย ของเรา เมื่อไรก็ตามที่มีความเจ็บปวดแสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้น การทำกายบริหารทั้งแบบง่ายๆ และที่หนักขึ้นซึ่งได้อธิบายมาแล้วนั้น ไม่มีส่วนกระตุ้นการตอบสนองและ ไม่เป็นสาเหตุ ของความเจ็บปวดเลย
เส้นตรงในแผนผังแสดงการทำกายบริหารสำหรับกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ อาจจะพบว่าความอ่อนตัว จะเพิ่มโดยธรรมชาติเมื่อทำกายบริหารแบบง่ายๆ และหนักขึ้น การทำกายบริหารเป็นประจำสม่ำเสมอ เหมาะสม และไม่รู้สึกเจ็บปวด แสดงว่าสามารถทำได้เกินขีดจำกัดที่มีอยู่และใกล้กับศักยภาพของบุคคลนั้น การบริหารร่างกายสำหรับกีฬาบาสเกตบอล![]() กีฬาบาสเกตบอลต้องการความพร้อมของร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. การบริหารร่างกายทั่วไป 1.1 การอบอุ่นร่างกาย ได้แบ่งการอบอุ่นร่างกายออกเป็น 2 แบบ คือ 1.1.1 การอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ก่อนการฝึกหรือแข่งขัน ก่อนจะออกกำลังกายหรือก่อนการฝึก หรือแข่งขัน ควรจะมีการอบอุ่นร่างกายเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจและปอดให้ค่อยๆ ทำงานและทำให้เลือด ไหลเวียน ไปยังกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ โดยการยืดกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อ (Stretching Exercises) เป็นการเตรียม พร้อมให้ร่างกาย การจะอบอุ่นร่างกายยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับบุคคลและอุณหภูมิของอากาศ หากอากาศหนาว ระยะเวลาการอบอุ่นร่างกายย่อมยาวนานกว่าอากาศร้อน 1.1.2 การคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) หลังจากออกกำลังกายหรือแข่งขันแล้วไม่ควรจะหยุด ในทันที ควรมีการออกกำลังกายต่อเบาๆ เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวต่อไป วิธีที่ดีที่สุดก็คือเดินช้า ทั้งนี้เพื่อ เปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อได้บีบเลือดออกจากส่วนต่างๆ ของร่ายกายกลับไปที่หัวใจ หากเราหยุดวิ่งทันทีทันใด กล้ามเนื้อจะไม่ช่วยส่งเลือดกลับมายังหัวใจ ทำให้เลือดไม่เพียงพอที่จะไปเลี้ยงส่วนอื่นๆ ของร่างกายแต่จะคั่ง อยู่ในกล้ามเนื้อ มีผลทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หรือหมดสติได้ ประโยชน์จากการอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) มีดังนี้ 1. ช่วยให้อวัยวะต่างๆ เริ่มรู้การทำงานและพร้อมจะทำงานหนัก 2. ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อได้มากขึ้น 3. ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นช่วยในการเผาผลาญเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มพลังงานได้ดีขึ้น 4. มีผลช่วยลดอันตรายและบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ประโยชน์จากการคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) มีดังนี้ 1. ช่วยให้ของเสียในร่างกายถูกเผาผลาญหรือขับออกได้ดีขึ้น 2. กล้ามเนื้อและอวัยวะอื่นๆ คลายตัวไม่เกิดอาการตึง เมื่อย 3. ช่วยให้คืนสู่สภาพเดิมเป็นไปได้โดยเร็ว 2. การเหยียดยืดกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อ (Stretching Exercises) การเหยียดยืด คือ การที่กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเหยียดยืด หมายถึง การช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ให้เต็มอัตราการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้ นักกีฬามีการผ่อนคลายด้านจิตใจและกล้ามเนื้อตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ประโยชน์ของการเหยียดยืดกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อ 2.1 ช่วยให้นักกีฬามีการผ่อนคลายด้านจิตใจและกล้ามเนื้อ 2.2 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นของนักกีฬา 2.3 ช่วยพัฒนานักกีฬาในด้านของความระมัดระวังเกี่ยวกับร่างกาย 2.4 สามารถลดอัตราการเสี่ยงของการบาดเจ็บของข้อเคล็ดและกล้ามเนื้อฉีกขาด ![]() 2.5 สามารถลดอัตราการเสี่ยงเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่หลังของนักกีฬา 2.6 สามารถลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 2.7 สามารถลดการเจ็บปวดเนื่องจากสาเหตุการมีประจำเดือน ในนักกีฬาหญิง 2.8 สามารถลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ 2.9 ช่วยเพิ่มผลดีในการเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติทักษะต่างๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักกีฬา สมรรถภาพทางกายสำหรับกีฬาบาสเกตบอล![]() สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง ลักษณะสภาพของร่างกายที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง อดทนต่อการปฏิบัติงาน มีความคล่องตัว ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคสูง ผู้ที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดี มักจะเป็น ผู้ที่มีจิตใจร่าเริงแจ่มใสและมีร่างกายสง่าผ่าเผย สามารถปฏิบัติภารกิจการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันนี้ การที่จะพัฒนาทักษะทางกีฬาให้แก่นักเรียนหรือผู้เข้ารับการฝึกใหม่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น จะต้องเริ่มต้น ด้วยการสร้างสมรรถภาพทางกายเสียก่อน เพราะการมีสมรรถภาพทางกายที่ดีจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการฝึก และการพัฒนาทักษะต่อไป การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย เป็นกระบวนการปฏิบัติที่เพิ่มพูนความสามารถของสภาพร่างกาย ให้มีความพร้อม และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย![]() การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย เป็นกระบวนการปฏิบัติที่เพิ่มพูนความสามารถของสภาพร่างกายให้มี ความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น โดยหลักการแล้วจะต้องฝึกร่างกายสัปดาห์ละ 3 - 4 วัน โดยมีเวลาพักไม่มากกว่า 2 วัน ระหว่างช่วงการฝึกจึงจะคงไว้ซึ่งสมรรถภาพทางกาย ที่เสริมสร้างไว้จากการฝึก ช่วงนั้นๆ ได้แก่ 1. ความแข็งแรง (Strenght) ความแข็งแรง หมายถึง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการหดตัวเพื่อทำงานได้อย่างเต็มที่ เช่น ความแข็งแรง ในการเตะเท้าได้สูงหรือเตะได้แรงถ้าใช้กับการวิ่ง เช่น ความสามารถ การก้าวเท้าได้ระยะทางยาว ช่วงก้าวเท้าได้ระยะทางยาว ช่วงก้าวแต่ละครั้งซึ่งถือว่าเป็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในการหดตัว ก้าวได้ แต่ละครั้ง ดังนั้นความแข็งแรงจะมีอยู่ทุกๆ กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและเราสามารถจะวัด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้โดยใช้เครื่องมือ เช่น วัดแรงบีบเป็นการวัดความแข็งแรงของนิ้วมือ การดึงไดนาโมมิเตอร์ เป็นการวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา เป็นต้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะฝึกได้เร็วด้วยการใช้หลักการเพิ่มความต้านทาน (Overload Principles) หมายถึง การเพิ่มความหนัก ความนาน ความถี่ หรือระยะทางของการเคลื่อนที่ซึ่งอาจจะคละสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ร่วมกันก็ได้อาจจะใช้หลักการฝึกโดยให้กล้ามเนื้อหดตัว และเปลี่ยนแปลงความยาว (Isotonic) หรือหดตัวแบบ ไม่เปลี่ยนแปลงความยาวก็ได้ (Isometric) แต่การฝึกแบบแรกจะมีแรงดึงดูดใจให้อยากฝึกมากกว่า การบริหารร่างกายเพื่อสร้างความแข็งแรง![]() การบริหารร่างกายเพื่อความแข็งแรงของแขนและหัวไหล่ ![]() ท่าที่ 1 ยืนผลักกำแพง ยืนเท้าห่างกำแพง 3 - 4 ฟุต เข่าตึง มือดันที่ผนังให้แขนเหยียดตึง ค้างไว้ 6 - 10 วินาที กำหนดให้ทำ 5 ครั้ง ![]() มือทั้งสองข้างจับราว ห้อยตัวนิ่ง เท้าเหยียดตึง ดึงตัวขึ้นให้แขนงอ แล้วปล่อยตัวลงสู่ท่าเดิม ปฏิบัติอย่าง รวดเร็ว จำนวน 6 - 10 ครั้ง นับเป็นหนึ่งชุด กำหนดให้ทำ 5 ชุด
วิ่งขึ้นบันไดและลง (หรือวิ่งขึ้นอัฒจันทร์) จำนวน 6 - 10 ขั้น นับเป็นหนึ่งชุด กำหนดให้ทำ 5 ชุด
2. พลัง (Power)
|