


การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. การลำเลียงสารโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1 การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยไม่ใช้พลังงานจากเซลล์ (Passive transport) ได้แก่
- การแพร่ (Diffusion):
- การแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated diffusion)
- การแพร่ธรรมดา (simple diffusion)
- ออสโมซิส (Osmosis)
- ไดอะไลซิส (Dialysis)
- อิมบิบิชั่น (Imbibition)
- การแลกเปลี่ยนอิออน (Ion exchange)
1.2 การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยใช้พลังงานจากเซลล์ (Active transport)
2. การลำเลียงสารโดยไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ – โดยการสร้างถุง จากเยื่อหุ้มเซลล์ มี 3 ลักษณะ คือ
2.1 การนำสารเข้าสู่ภายในเซลล์ (Endocytosis) 3 วิธี คือ
- พิโนไซโตซิส (Pinocytosis)
- ฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis)
- การนำสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตัวรับ (Receptor-mediated endocytosis)
2.2 การนำสารออกจากนอกเซลล์ (Exocytosis)
2.3 การนำสารผ่านเซลล์ (Cytopempsis)
สรุปการลำเลียงสาร


1. การลำเลียงโดยผ่านเยื่อหุ้มและไม่ใช้พลังงานจากเซลล์
1.1 การแพร่ (Diffusion)
- การเคลื่อนที่ของโมเลกุล หรืออิออนของสารโดยอาศัยพลังงานจลน์ในโมเลกุลหรืออิออนของสารเอง
- ทิศทางการแพร่จะเกิดจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นต่ำเสมอ
- ในที่สุด บริเวณทั้งสองจะมีความเข้มข้นเท่ากัน ซึ่งเรียกว่าจุดสมดุลของการแพร่ ณ จุดนี้ อัตราการแพร่ไปและกลับมีค่าเท่ากัน จึงเรียกเป็นสมดุลจลน์ (Dynamic equilibrium) การแพร่แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
การแพร่ธรรมดา (Simple diffusion)
- การเคลื่อนที่ของโมเลกุล หรืออิออนของสาร เนื่องจากผลต่างความเข้มข้นโดยในการเคลื่อนที่จะอาศัยพลังงานจลน์ในโมเลกุล หรืออิออนของมันเอง
- ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากเซลล์และไม่อาศัยตัวพาใดๆ
- ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนที่ของสารละลายชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ภายนอกเซลล์ โดยมีเยื่อหุ้มเซลล์กั้นขวางดังรูป

การแพร่ของสารนั้นเป็นการเคลื่อนที่อย่างไม่มีทิศทางแน่นอน เพราะทิศทางที่แต่ละโมเลกุลจะเคลื่อนที่ขึ้นกับโอกาสที่จะกระทบกับโมเลกุลของอนุภาคอื่นๆ ตัวอย่างการแพร่ของสาร เช่น
1.1.1 การแพร่ในของแข็ง เช่น เกล็ดด่างทับทิมเกล็ดเมธีลีนบลู และเกล็ด โพแทสเซียม ไดโครเมต แพร่ในวุ้น
1.1.2 การแพร่ในของเหลว เช่น โมเลกุลน้ำตาลอิออนของเกลือ แพร่ในน้ำ
1.1.3 การแพร่ในแก๊ส เช่น การแพร่ของโมเลกุล น้ำหอมในอากาศ, การแพร่ของแก๊สหรือควันไฟในอากาศ

ภาพแสดงการแพร่ของโมเลกุลของสีจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นต่ำ ปัจจัยที่ควบคุมการแพร่
1. ความเข้มข้นของสารที่จะแพร่ สารชนิดเดียวกันแต่มีความเข้มข้นต่างกัน กลุ่มที่มีความเข้มข้นมากกว่า จะมีความสามารถในการแพร่ดีกว่า
2. อุณหภูมิ การเพิ่มระดับอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับสารจะทำให้สารเกิดการแพร่ไปได้เร็ว
3. ความดัน การเพิ่มความดันให้กับสาร จะมีผลทำให้สารสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น
4. สิ่งเจือปน และตัวกลาง สิ่งเจือปนในสารตัวกลางที่จะแพร่ผ่านจะเป็นสิ่งกีดขวางการเคลื่อนที่ของสารทำให้เกิดการแพร่ช้าลง
ตัวอย่างที่สารจะแพร่ผ่าน เช่น การแพร่ของแก๊สออกซิเจนในตัวกลางที่เป็นอากาศจะเร็วกว่าตัวกลางที่เป็นน้ำ เนื่องจากโมเลกุลน้ำอยู่กันอย่างหนาแน่น และมีแรงยึดเหนี่ยวกันสูง ทำให้การแพร่ในน้ำช้าลง
5. สถานะของสารที่จะแพร่ สารชนิดเดียวกันแต่อยู่ต่างสถานะกัน ความเร็วในการแพร่จะไม่เท่ากัน เช่น ไอน้ำ จะแพร่ได้เร็วกว่าน้ำ เพราะไอน้ำเป็นก๊าซมีแรงยึดเหนี่ยวน้อย และมีพลังงานจลน์สูง ส่วนน้ำมีแรงยึดเหนี่ยวสูงกว่าและมีพลังงานจลน์ต่ำกว่า
ปัจจัยที่ควบคุมอัตราการแพร่
อัตราการแพร่วัดได้จากระยะทางที่สารแพร่ไปในหนึ่งหน่วยเวลา หรือการวัดจำนวนของสารที่แพร่ในหนึ่งหน่วยเวลา
1. ระยะทางที่สารแพร่ไปในหนึ่งหน่วยเวลา ในการเคลื่อนที่ของสารเป็นเส้นตรง และมีทิศทางเดียวกันนั้น เราจะพบว่าระยะทางที่สารเคลื่อนที่จะแปรตามเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ แต่ในการเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทาง โมเลกุลเคลื่อนที่กลับไปกลับมาด้วยความเร็วเท่าเดิม จะพบว่าระยะทางที่สารแพร่ออกไปจะแปรตามรากที่สอง (Square root) ของเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ นั้นคือ

ตัวอย่างเช่น
- เมื่อสารแพร่ออกไปในระยะทาง 1 หน่วย จะใช้เวลา 1 หน่วย
- เมื่อสารแพร่ออกไปในระยะทาง 2 หน่วย จะใช้เวลา 4 หน่วย
- เมื่อสารแพร่ออกไปในระยะทาง 10 หน่วย จะใช้เวลา 100 หน่วย
- เมื่อสารแพร่ออกไปในระยะทาง 1/2 หน่วย จะใช้เวลา 1/4 หน่วย
- เมื่อสารแพร่ออกไปในระยะทาง 1/10 หน่วย จะใช้เวลา 1/100 หน่วย
2. ขนาดและน้ำหนักของอนุภาคที่จะแพร่ ถ้าอนุภาคของสารมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา อัตราการแพร่จะสูงกว่าอนุภาคที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก โทมัส แกรแฮม (Thomas Graham) พบว่า อัตราการแพร่ของก๊าซ (R) จะแปรผกผันกับรากที่สองของความหนาแน่น หรือน้ำหนักโมเลกุลของแก๊ส (M) นั่นคือ

เช่น อัตราการแพร่ของ CO2 (RCO ) กับอัตราการแพร่ของ CO2 (RO2) เป็นดังนี้

เพราะฉะนั้นอัตราการแพร่ของ O2 จะสูงกว่าอัตราการแพร่ของ CO2 1.17 เท่า
3. อุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้อัตราการแพร่ของสารสูงขึ้น เพราะสารมีพลังงานจลน์เพิ่มขึ้น
4. ความหนาแน่นของตัวกลาง สารที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน แพร่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน อัตราการแพร่จะไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น การแพร่ในอากาศจะมีอัตราการแพร่สูงกว่าในน้ำ เพราะน้ำมีความหนาแน่นสูงกว่าอากาศ
5. ความสามารถในการละลาย สารที่ละลายได้ดีจะมีอัตราการแพร่สูงกว่าสารที่ละลายได้น้อย การแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated diffusion) คือ การแพร่ของโมเลกุล หรืออิออนของสารโดยอาศัยตัวพา (Carrier) ซึ่งเป็นสารจำพวก โปรตีน ที่อยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวนำไปโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากเซลล์

แสดงการเคลื่อนที่ของสาร (S) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยอาศัยตัวพา carrier (C)

1. การเคลื่อนที่โดยอาศัยตัวพาจะถึงจุดสมดุลของการแพร่เร็วกว่าการแพร่ธรรมดา
- เนื่องจากตัวพาช่วยขนส่งสาร
- ตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบนี้ เช่น การแพร่ของกลูโคสเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงของคน
2. ถ้าพิจารณาอัตราการเคลื่อนที่ของสารระหว่างการแพร่ธรรมดากับการแพร่โดยอาศัยตัวพา
- เมื่อความเข้มข้นระหว่าง 2 ด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างกันมากๆ
- จะพบว่าอัตราการแพร่จะไม่แปรตามระดับความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากตัวพามีปริมาณจำกัด ทุกตัวต้องทำหน้าที่ขนส่งสารทั้งหมด
- ดังนั้นความเข้มข้นของสารที่มากกว่าเกินไปจึงไม่ทำให้อัตราการแพร่เร็วขึ้นได้อีก ซึ่งต่างจากการแพร่ธรรมดา ดังกราฟ


ภาพแสดงการเกิดไดอะไลซิสโดยการแพร่ของโมเลกุลน้ำตาลออกมายังน้ำที่อยู่ภายนอกเยื่อเลือกผ่าน





1.2 ออสโมซิส (Osmosis) ออสโมซิส หมายถึง การเคลื่อนที่ของตัวทำละลาย (solvent) โดยเฉพาะน้ำจากบริเวณที่มีความเข้มข้น ของสารละลายเข้มข้นต่ำ (น้ำมาก) ไปยังบริเวณที่มี ความเข้มข้นของสารละลายสูงกว่า (น้ำน้อย) โดยผ่านเยื่อเลือกผ่าน

- ออสโมซิส จัดเป็นการแพร่อย่างหนึ่ง แต่เป็นการแพร่ของน้ำ
- ออสโมซิสเกิดขึ้นได้เนื่องจากแรงดันออสโมติก (osmotic pressure = OP) แรงดันออสโมติก หมายถึง แรงดันที่ทำให้เกิดออสโมซิสของน้ำ ออสโมมิเตอร์ (osmometer) คือ เครื่องมือที่ใช้หาค่าแรงดันออสโมติกของสารละลาย

ที่จุดสมดุลของการแพร่พบว่าOP ของสารละลาย = TP สูงสุด

ประเภทของสารละลาย : จำแนกตามแรงดันออสโมติก
1. สารละลายไฮโปโทนิก (hypotonic solution) เป็นสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกต่ำกว่าเซลล์ ดังนั้นน้ำจะออสโมซิสเข้าทำให้เซลล์เกิดแรงดันเพิ่มขึ้นภายในเซลล์เนื่องจากน้ำออสโมซิสเข้าไป เรียกว่า แรงดันเต่ง (turgor pressure) ทำให้เซลล์เต่งขึ้น เรียกเกิด Plasmoptysis ซึ่งถ้าเกิดในเซลล์สัตว์ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์จะแตกออกเรียก haemolysis
2. สารละลายไฮเปอร์โทนิก (hypertonic solution) เป็นสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกสูงกว่าเซลล์ทำให้น้ำออสโมซิสออกจากเซลล์ เซลล์จึงเหี่ยวย่น เรียกว่า เกิด plasmolysis
3. สารละลายไอโซโทนิก (isotonic solution) เป็นสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกเท่ากับเซลล์ ดังนั้น เซลล์ ไม่เปลี่ยนรูปร่าง


ความแตกต่างของการแพร่และออสโมซิส
| |
การแพร่ |
ออสโมซิส |
| 1. ชนิดสาร |
ตัวถูกละลาย |
ตัวทำละลาย (น้ำ) |
| 2. เยื่อเลือกผ่าน |
ผ่านหรือไม่ผ่าน |
ต้องผ่านเยื่อ |
| 3. ความเข้มข้นของสารละลาย |
จากมากไปน้อย |
จากน้อยไปมาก |







แอกตีฟ ทรานสปอร์ต (Active transport) เป็นการเคลื่อนที่ของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต่ำไปยังบริเวณ ที่มีความเข้มข้นของสารสูงกว่า โดยอาศัยพลังงานจากเซลล์

เพราะฉะนั้น แอกตีฟ ทรานสปอร์ต จึงเกี่ยวข้องกับการหายใจโดยตรง เพราะต้องใช้พลังงานจากการหายใจ แอกตีฟ ทรานสปอร์ต จะต้องใช้ปัจจัยดังต่อไปนี้
1. ตัวพา (carrier) ซึ่งเป็นสารจำพวกโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์
2. เอนไซม์ (enzyme) เพื่อใช้ในการเปลี่ยนรูปของตัวพา
3. พลังงานจากเซลล์ในรูป ATP

ตัวอย่าง :
1. Na+ – K+ pump ที่เซลล์ประสาท
2.การดูดซึมสารอาหารที่ลำไส้เล็ก
3.การดูดสารมีประโยชน์กลับคืนที่ท่อของหน่วยไต
4.การสะสม K+ ในเซลล์ สารหร่ายไนเทลลาได้สูงกว่า K+ ในน้ำจืด 1,065 เท่า
5.การขับเกลือแร่ที่เหงือกของปลาน้ำเค็ม
6.การดูดเกลือแร่ที่เหงือกของปลาน้ำจืด
7.การดูดเกลือแร่ที่ของรากพืช
ความสำคัญ
1. เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการรักษาดุลยภาพของเซลล์
2. เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เซลล์ดำเนินกระบวนการต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ เช่น การขับสาร การดูดสาร
1.3 ไดอะไลซิส (Dialysis)
หมายถึง การแพร่ของตัวถูกละลาย (Solute) จากบริเวณที่มีสารละลายเข้มข้นสูงกว่าผ่านเยื่อเลือกผ่านไปยังบริเวณ ที่มีสารละลายเข้มข้นต่ำ หรือเจือจางกว่า
เช่น การแพร่ของน้ำตาลกลูโคสภายในถุงเยื่อเลือกผ่าน ออกมายังน้ำกลั่นที่อยู่ข้างนอกถุง






1. การลำเลียงสารออกนอกเซลล์ (Exocytosis) เช่น การหลั่ง ฮอร์โมน เอนไซม์ และ แอนติบอดี้ 

2. การลำเลียงสารเข้าในเซลล์ (Endocytosis) มีวิธีที่สำคัญคือ
1. Phagocytosis 2. Pinocytosis 3. Receptor mediated endocytosis
| สิ่งเปรียบเทียบ |
Phagocytosis |
Pinocytosis |
Receptor mediated endocytosis |
| 1. ลักษณะของ สารที่ นำเข้า ในเซลล์ |
ของแข็ง เช่น เซลล์แบคทีเรีย เศษไม้เล็กๆ สารเชิงซ้อนของ แอนติเจนกับเซลล์เรียก "cell eating" |
ของเหลว เช่น น้ำมัน หรือสาร ละลายโปรตีน |
โคเลสเตอรอล, เฟอริติน, สารเชิงซ้อนของแอนติเจน-แอนติบอดี |
| 2. กรรมวิธีการ นำเข้าในเซลล์ |
มีการยื่นของเยื่อหุ้ม เซลล์ออกไปเป็น

Pseudopodium อย่างน้อย 2 อันโอบรอบสาร
|
มีการเว้าของเยื่อหุ้มเซลล์ เข้ามาในไซโทพลาซึมกลาย เป็นร่องแคบๆ เรียกว่า

Canaliculi แล้วสารจะหลุดเข้ามา ในไซโทพลาซึม
|
โคเลสเตอรอล, เฟอริติน, สารเชิงซ้อน ของแอนติเจน-แอนติบอดี |
| 3. ATP |
ใช้ |
| 4. ตัวอย่าง |
อะมีบาจับแบคทีเรียเป็นอาหาร, เม็ดเลือดขาวจับแบคทีเรีย, มาโครฟาจ (Macrophage) จับแบคทีเรีย,
โพรโตซัว Trichonympha กินเศษไม้จากปลวก |
การดูดสารละลายโปรตีนกลับคืน ที่ท่อของหน่วยไต, การดูดซึมไขมันที่วิลลัสในลำไส้เล็ก |
การลำเลียงโคเลสเตอรอล, เฟอริตินเข้าเซลล์ |
Receptor-mediated endocytosis
การนำสารเข้าในเซลล์โดยอาศัยตัวรับ (Receptor) เป็นตัวกลางที่เยื่อหุ้มเซลล์ เช่น การนำอนุภาคไลโปโปรตีนเข้าในเซลล์จะต้องอาศัยตัวรับที่เยื่อหุ้มเซลล์ และสารที่ช่วยทำให้เกิดถุงคือ คลาทริน (Clathrin) ที่เยื่อหุ้มเซลล์เช่นกัน เมื่อเกิดเป็นถุงผิวหยาบ (Coated vesicle) ภายในไซโทพลาสซึมของเซลล์แล้ว คลาทรินจะหลุดออกไปเป็นโมเลกุลเดี่ยวๆ (Clathrin triskelions) และถุงผิวหยาบจะกลายเป็นถุงผิวเรียบ (Uncoated vesicle) เรียกเอนโดโซม (Endosome) หลังจากนั้นจะมีถุงบรรจุสารที่มี pH ต่ำประมาณ 5.0 เข้ารวมกับเอนโดโซม เพื่อทำให้ตัวรับแยกตัวออกมากลับไปเป็นตัวรับที่เยื่อหุ้มเซลล์ใหม่ หลังจากนั้น ถุงเอนโดโซมที่บรรจุไลโปโปรตีนจะถูกย่อยโดยน้ำที่ย่อยจากไลโซโซมกลายเป็นสารโมเลกุลเดี่ยวภายในไซโทพลาสซึม











|