<< Go Back


    แรง (Force) หมายถึง ปริมาณที่กระทำกับวัตถุแล้วทำให้วัตถุมีการเปลี่ยนสถานภาพเคลื่อนที่ แรง (F) เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็นนิวตัน (N)
    มวล (Mass) หมายถึง ปริมาณที่วัตถุต้านสภาพการเคลื่อนที่ 

    ความเฉื่อย (Inertia) 

           ปริมาณที่ต้านสภาพการเคลื่อนที่มีค่ามากหรือน้อย คือ มวล (m)  มวลปริมาณสเกลาร์ในระบบเอสไอ เป็นหน่วยฐาน มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)
สภาพการเคลื่อนที่ (state of motion) หมายถึง วัตถุที่อยู่นิ่งถูกแรงกระทำให้มีการเปลี่ยนความเร็วเพิ่มขึ้น หรือวัตถุที่มีความเร็วถูกแรงกระทำให้มีการเปลี่ยนความเร็วลดลง เรียกว่า  เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ หมายถึง ลักษณะของวัตถุ อยู่นิ่ง หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวตลอดไป
ในกรณีที่มีแรงเพียงแรงเดียวกระทำวัตถุ วัตถุตะมีการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่เสมอ แต่ถ้าวัตถุไม่เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ แสดงว่ามีแรงอื่นมากระทำวัตถุด้วยผลรวมของแรงมีค่าเป็นศูนย์ 
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์

      เขียนแทนได้ด้วยลูกศรเวกเตอร์ แรงขนาด 10 N ดึงวัตถุไปทางขวา

      แรงขนาด  10 √2  N ดึงวัตถุทำมุม 45° กับแนวระดับ

      แรงขนาด 50 N กดลงบนวัตถุ ในแนวดิ่ง

     แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์เมื่อมีแรงมากกว่า 2 แรง มากระทำบนวัตถุอันเดียวกัน ก็สามารถรวมกันได้ ผลรวมของแรงหลายแรงเขียนเป็น ΣF (ซิกมา F) เรียกว่า แรงลัพธ์ ( Resultant force )  

 

การรวมเวกเตอร์ของแรง

      1. สร้างรูปหลายเหลี่ยมปิด

     2. สร้างรูปสี่เหลี่ยม

     3. แยกฝนระบบพิกัดฉาก (แกน x , แกน y)

     4. ใช้สูตร

          ขนาดของแรง   

          เมื่อ 0 เป็นมุมระหว่าง  F1 กับ  F2

          ทิศของแรงลัพธ์   

 

ตัวอย่างที่ 1 มีแรง  F1  =  3 N และแรง F2  =  4 N กระทำวัตถุดังรูป

            จงหาผลลัพธ์

                   ขนาด   Fลัพธ์   =     F1 -  F2              

                                          =     3 - 4

                                          =     -1

                 มีแรงลัพธ์ขนาด 1N ทิศไปทางซ้ายมือ

 

ตัวอย่างที่ 2   

                              =      F1  +    F2  cos  60   

                                          =      3 + 4   

                                          =     3 N

                                          =     5 N

                                           =      F2   sin  60

                                           =     

                     Fผลลัพธ์         =         

                                           =   

                                           =                 =     6.08 N

                 ทิศของแรงลัพธ์   

 

ตัวอย่างที่ 3   

                 Fลัพธ์   =   F1   +   F2    
                            =   3  + 4  
                            =   7 N

                 มีแรงกระทำวัตถุ 7 นิวตัน ทิศไปทางขวามือ

 

กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

     1. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตัน  

       กฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตันนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ กฎ (Low of inertia)
วัตถุที่เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อหนึ่งของนิวตัน จะมีความเร่งเป็นศูนย์ เหตุผลเพราะว่า วัตถุไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ΔV เนื่องจาก   

     เมื่อ      ดังนั้น   

        ตัวอย่าง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน เมื่อผู้โดยสารยืนอยู่ในรถประจำทางหยุด และรถโดยสารออกรถอย่างกะทันหัน ผู้โดยสารจะเซไปทางด้านหลังและเมื่อหยุดรถกะทันหัน จะเซไปข้างหน้า เป็นเพราะว่าผู้โดยสารเป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน 

      2. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 2 ของนิวตัน 
      กฎการเคลื่อนที่ข้อสองของนิวตัน คือ เมื่อแรงลัพธ์ซึ่งมีขนาดไม่เป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุ วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ จะทำให้วัตถุเกิดความเร่งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดของความเร่งจะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และจะแปรผันกับมวลวัตถุ 
      จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน แสดงว่า

              หรือ

            ดังนั้น     

            หรือ        

     เมื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ในเชิงการแปรผันเป็นสมการจะได้ 

                         F  =  ka

     ในระบบเอสไอใช้หน่วยของแรงเป็นนิวตัน โดยกำหนดให้แรง 1 นิวตันเป็นแรงที่ทำให้วัตถุมวล 1 kg เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง 1 m/s2 

     ดังนั้น    ถ้า F   =  1N ,  m = 1 kg  จะได้  a = 1  m/s2 

                         1N  =   k ( 1 kg) ( 1 m/s2

                           k  =  1

     จึงเขียนสมการใหม่เป็น

      

       ΣF  เป็นแรงลัพธ์ มีทิศเดียวดับความเร่ง   

     3. กฎการเคลื่อนที่ ข้อที่ 3 ของนิวตัน 

         กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน คือ เมื่อแรงกระทำกับวัตถุ ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและทิศตรงข้ามเสมอ   

          ออกแรงผลักผนังดังรูป

             ให้       เป็นแรงกิริยาที่มือผลักผนัง
             ให้      เป็นแรงปฏิกิริยาที่ผนังดันมือ

            แรงทั้งสองนี้ เรียกว่า แรงคู่กิริยาปฎิริยา

     แรงที่ดึงเส้นเชือกจะส่งผ่านเส้นเชือก ทำให้เส้นเชือกดึงวัตถุด้วยแรงขนาดเท่ากัน ถ้ามวลของเชือกน้อยมากเมื่อเทียบกับมวลวัตถุ แรงที่เส้นเชือกดึงวัตถุนี้เรียกว่าแรงดึง (Tension) หรือความดึง

    โดย     เป็นแรงกิริยาที่มือดึงเชือก
               เป็นแรงปฏิกิริยาที่เชือกดึงมือ
                  =   -    และ    ,     เป็นปฏิกิริยา - ปฏิกิริยา
                 เป็นแรงกิริยาที่เชือกดึงวัตถุ
                 เป็นแรงปฏิกิริยาที่วัตถุดึงเชือก

                  =   -    และ    ,     เป็นแรงคู่กิริยา - ปฏิกิริยา
                  =          แต่        และ   ไม่ใช่แรงคู่ปฏิกิริยา - ปฏิกิริยา

     
น้ำหนัก (Weight)

         น้ำหนัก () หมายถึง แรงที่โลกดึงดูดวัตถุมีทิศเดียวกับความเร่ง ()  น้ำหนักเป็นปริมาณเวกเตอร์น้ำหนักคือแรงจึงมีหน่วยเป็นนิวตัน เมื่อปล่อยวัตถุให้ตกอย่างเสรี ภายใต้แรงดึงดูดของโลก วัตถุจะตกลงมาด้วยน้ำหนัก ตามกฎเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน ΣF = ma

         เมื่อ  มีค่าเปลี่ยนไป ณ บริเวณต่าง ๆ ของโลก น้ำหนักจะมีค่าเปลี่ยนไปด้วย
         เมื่อ คงตัวบริเวณต่าง ๆ ของโลก น้ำหนักจะมีค่าเปลี่ยนไปด้วย

         น้ำหนักของมวล m1  จะได้  w1 = m1 g

         น้ำหนักของมวล m2 จะได้  w2 = m2 g

         อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักและมวลทั้งสองเป็น

        

     จะได้ว่าอัตราส่วนของน้ำหนักของวัตถุ 2 ก้อน จะเท่ากับอัตราส่วนของมวลของวัตถุทั้งสอง เมื่ออยู่บริเวณเดียวกัน เราจึงสามารถหาน้ำหนักของวัตถุใด ๆ เทียบกับน้ำหนักของมวลมาตรฐาน โดยทั่วไปคนนิยมที่จะบอกน้ำหนักในหน่วยของมวล เช่น ส้ม มีน้ำหนัก 1 kg ซึ่งแท้จริงแล้ว หมายถึง น้ำหนักของส้มเทียบกับน้ำหนักของมวลมาตรฐานมีค่าเท่ากัน

     การวัดน้ำหนักของวัตถุ ทำได้โดยการใช้เครื่องชั่งสปริงหรือใช้คานเปรียบเทียบน้ำหนักที่เรียกกว่า ตาชั่งสองแขน

     การวัดน้ำหนักโดยใช้ตาชั่งสองแขนจะอ่านค่าได้ถูกต้องเมื่อแขนอยู่ในตำแหน่งสมดุล มวลมาตรฐานเท่ากับมวลของวัตถุ ดังนั้นน้ำหนักมาตรฐานก็เท่ากับน้ำหนักของวัตถุ

การวัดน้ำหนักโดยใช้ตาชั่งสปริง

      เมื่อโลกดึงดูดวัตถุด้วยแรง m เชือกที่ผูกมวลจะมีแรงดึง  ต้านไม่ให้วัตถุเคลื่อนที่   และ mไม่ใช่แรงคู่กิริยาปฏิกิริยา แต่แรง T = mg ตามกฏการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน

      แรงดึงเชือกมีค่าเท่าใด ตาชั่งสปริงจะอ่านค่าได้เท่านั้นด้วย ถ้าแรงดึงเชือก T เปลี่ยนไป ค่าที่อ่านได้บนตาช่างจะเปลี่ยนไปด้วย m เป็นน้ำหนักที่แท้จริง เป็นน้ำหนักที่เกิดจากโลกดึงดูดวัตถุและ T เป็นน้ำหนักที่อ่านได้บนตาชั่ง ถ้าตาชั่งอยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว แรง T = mg น้ำหนักที่อ่านได้บนตาชั่งจะถูกต้อง แต่ถ้าตาชั่งมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง น้ำหนักที่อ่านได้จากตาชั่งจะไม่ตรงกับน้ำหนักจริง

การใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

   1. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่ง 

     วัตถุจะคงสภาพอยู่นิ่งหรือสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวในแนวตรงนอกจากแรงลัพธ์ซึ่งมีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำ จากกฎข้อนี้อธิบายในฟิสิกส์เรื่องสมดุล คือ ผลรวมของแรงที่กระทำกับวัตถุมีค่าเป็นศูนย์

            ΣF   =    0

            นั่นคือ ความเร่งเป็นศูนย์ (a = 0)

ตัวอย่างเช่น 

     วัตถุจะสมดุลเมื่อผลรวมของแรงทั้งหมดเป็นศูนย์ จะพิจารณาเพียงแกน X  หรือแกน Y  อย่างเดียวว่าเป็นศูนย์ไม่ได้ 

   2. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สอง 

     เมื่อมีแรงลัพธ์ซึ่งมีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำกับวัตถุ วัตถุนั้นจะมีความเร่งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดความเร่งนี้จะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์และแปรผกผันกับมวลของวัตถุ จากกฎข้อนี้อธิบายวัตถุที่เคลื่อนที่มีความเร็วเปลี่ยนแปลงจากเดิม วัตถุจะมีความเร่ง

              เป็นผลรวมของแรงที่กระทำกับวัตถุ

           m       เป็นมวลของวัตถุ

               เป็นความเร่งของวัตถุ 

           ทิศของความเร่ง a จะมีทิศเดียวกับแรงลัพธ์ 

ตัวอย่างเช่น ออกแรง F คงตัวดึงวัตถุมวล m

                             F   =  ma        …….(1)

                     และ  N  =  mg         …….(2)

                    ดึงวัตถุมวล m ขึ้นด้วยความเร่ง a

                   ΣF = ma

                   T – mg = ma

 

   3. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สาม

     ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้ามเสมอ จากกฎข้อนี้อธิบายว่าเมื่อมีแรงกิริยากระทำวัตถุ จะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้าม โดยมีข้อสังเกตดังนี้


     1. แรงกิริยาและปฏิกิริยา กระทำต่อวัตถุคนละก้อน

 

     2. แรงคู่กิริยา-ปฏิกิริยา มีขนาดเท่ากันและทิศตรงกันข้ามเสมอ ไม่ว่าจะระบบจะหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่

แนวทางวิเคราะห์โจทย์โดยใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

   1. พิจารณาง่ามีแรงใดบ้างกระทำต่อวัตถุนั้น โดยเขียนแผนภาพแทนวัตถุ แล้วเขียนแรงภายนอกทุกแรงพร้อมทิศทางที่กระทำกับวัตถุนั้น

   ข้อสังเกต  แรงที่ใช้เขียนเวกเตอร์แทนแรงบนแผนภาพ ได้แก่

      T              เป็นแรงดึงในเส้นเชือก 
      mg,w       เป็นน้ำหนัก มีทิศพุ่งสู่พื้นโลกเสมอ 
      N             เป็นแรงปฏิกิริยาในแนวฉาก ทิศของแรง N จะต้องตั้งฉากกับผิวสัมผัสเสมอ 
      R, R'        เป็นแรงคู่กิริยา ข ปฏิกิริยา 
      f               เป็นแรงเสียดทาน มีทิศต้านการเคลื่อนที่ 
      F             เป็นแรงที่คน เครื่องยนต์ หรือแรงจากสัตว์ กระทำกับวัตถุ

     2. เมื่อระบบการเคลื่อนที่มีวัตถุหลายตัว สามารถเขียนแผนภาพแยกจากกัน (Free body diagram F.B.D.) เพื่อสะดวกในการพิจารณาตามกฎการเคลื่อนที่โดยถือว่าระบบเคลื่อนที่พร้อมกัน ความเร่งต้องเท่ากัน ตัวอย่างเช่น

    รูปแบบที่ 1

 

   3. เมื่อมีแรงกระทำวัตถุหลายแรง จะต้องใส่ระบบพิกัดฉาก x แกน y กับระบบวัตถุ โดยให้แกนใดแกนหนึ่งอยู่แนวเดียวกับความเร่ง เมื่อปรากฏว่ามีแรงบางแรงไม่อยู่ในแนวแกน x หรือ y ให้แยกแรงนั้นเป็นแรงย่อยตามแนวแกน ตัวอย่างเช่น

แยก F.B.D. 
พิจารณามวล m

พิจารณาที่มวล M

ตัวอย่างที่ 2 ออกแรงดึง 24 N กับมวล m1 = 1 kg. ดังรูป ซึ่งมีเชือกผูกกับมวล m21 = 2 kg. เมื่อพื้นลื่น จงคำนวณหา 1. ความเร่งของระบบ 2. แรงดึงเชือก T

ตัวอย่างที่ 3 วัตถุ m1 = 1 kg, m2 = 2 kg. และ m3 = 2 kg. ผูกด้วยเชือกคล้องผ่ารอกกลื่นและพื้นลื่นดังรูป เมื่อระบบเคลื่อนที่ จงหา
      1. ความเร่งของระบบ
      2. ความตึงเชือกทั้งสอง

   จากสมการ (1) + (2) + (3) และความเร่ง  a  เท่ากัน 
      20  -  10  = 5a

  

     แทนค่า a  ใน  (1)  และ  (3)

        

ตัวอย่างที่ 4  วัตถุมวล  m = 10 kg  ไกลลงตามพื้นเอียงที่มีแรงเสียงเสียดทาน  5  N  พื้นเอียงทำมุม  30 องศา   กับแนวราบ จงหาความเร่งของวัตถุและแรงปฏิกิริยาในแนวฉาก

   วิธีทำ วัตถุไกลลงพื้นเอียง ความเร่งอยู่แนวเดียวกับพื้นเอียง แยกแรง mg

ตัวอย่างที่ 5 มวล m เป็น 2 kg. ผูกอยู่กับเชือกและปลายเชือกคล้องกับตาชั่งสปริง ดังรูป จงหาค่าน้ำหนักที่อ่านได้บนตาชั่ง
      1. มวล m หยุดนิ่ง
      2. มวล m เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร่ง 1 m/s2
      3. มวล m เคลื่อนที่ช้าลงด้วยความเร่ง 1 m/s2

ข้อสังเกต
      1. น้ำหนักที่อ่านได้บนตาช่างจะเท่ากับน้ำหนักจริงก็ต่อเมื่อระบบหยุดนิ่งตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน ΣF = 0

     2. เมื่อทิศของความเร่งของวัตถุ  ตั้งฉากกับทิศของน้ำหนัก  หนักที่อ่านได้บนตาชั่งจะเท่ากับน้ำหนักจริง
เมื่อคนมายืนอยู่บนตาชั่งซึ่งวางอยู่ที่พื้น สามารถเขียนเวกเตอร์แทนแรงได้ดังนี้

     

ตัวอย่างที่ 6   ชายคนหนึ่งมวล  80  kg  ยืนอยู่บนตาชั่งวางอยู่ในลิฟต์ จงหาน้ำหนักที่อ่านจากตาชั่ง เมื่อ
      1. ลิฟต์อยู่นิ่ง 
      2. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร็วคงที่ 2 m/s2 
      3. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร่ง  1 m/s2
      4. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความหน่วง  1 m/s2 
      5. ลิฟต์เคลื่อนที่ลงด้วยความเร่ง  1 m/s2
      6. ลิฟต์ขาดตกอิสระ

   วิธีทำ  ลิฟต์อยู่นิ่ง  a = 0

     ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความหน่วง  1  m/s2  แสดงว่าทิศความเร่งลง ช่วงนี้เป็นลักษณะลิฟต์เบรกก่อนหยุด

     ลิฟต์ขาดและตกอิสระ

         ไม่สามารถอ่านค่าน้ำหนักบนตาชั่งได้ เพราะแรง  N = 0  เราเรียก สภาวะนี้ว่า “สภาวะเหมือนไร้น้ำหนัก”

   




<< Go Back