<< Go Back

การค้นพบธาตุกัมมันตรังสี 

     ในปี พ.ศ.2439 อองตวน อองรี เบ็กเคอเรล พบว่า เมื่อเก็บแผ่นฟิล์มที่หุ้มด้วยกระดาษสีดำไว้กับสารประกอบของยูเรเนียม ฟิล์มจะมีลักษณะเหมือนถูกแสง และเมื่อทำการทดลองกับสารประกอบของยูเรเนียมชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงสรุปว่าน่าจะมีรังสีแผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม 

     ต่อมาปีแอร์ และมารี กูรี พบว่าธาตุพอโลเนียม เรเดียม และทอเรียม สามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่องเรียกว่า กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity)  และธาตุที่มีสมบัติแผ่รังสีได้  เรียกว่า  ธาตุกัมมันตรังสี

ชนิดและสมบัติของการแผ่รังสี 

1. รังสีแอลฟา

     - สัญลักษณ์ คือ α หรือ 42He
     - เป็นอนุภาคที่มีโปรตอน และนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค 
     - มีประจุไฟฟ้า +2 มีเลขมวล 4 
     - มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำมาก ไม่สามารถผ่านแผ่นกระดาษหรือโลหะบางๆ ได้
     - เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้า โดยเบนเข้าหาขั้วลบ

2. รังสีบีตา

     - สัญลักษณ์ คือ β หรือ -10e 
     - มีประจุไฟฟ้า -1  มีมวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน
     - มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาถึง 100 เท่า
     - สามารถผ่านแผ่นโลหะบางๆ เช่นแผ่นตะกั่วหนา 1 mm หรือแผ่นอะลูมิเนียมหนา 5 mm
     - มีความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง
     - เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้า โดยเบนเข้าหาขั้วบวก  

3. รังสีแกมมา

     - เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก
     - ไม่มีประจุและไม่มีมวล
     - มีอำนาจทะลุทะลวงสูงมากสามารถทะลุผ่านแผ่นตะกั่วหนา 8 mm หรือผ่านแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้

4.  รังสีชนิดอื่นๆ

     - โพซิตรอน (β+)    สัญลักษณ์  คือ   +10e 
     - โปรตอน (p)           สัญลักษณ์  คือ   11H
     - ดิวเทอรอน (D)       สัญลักษณ์  คือ   12H
     - ทริทอน (T)            สัญลักษณ์  คือ   13H
     - นิวตรอน (n)           สัญลักษณ์  คือ   01N 


การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี 

     1.  รังสีแอลฟา  การสลายตัวเกิดขึ้นในกรณีที่ไอโซโทปนั้นมีเลขอะตอมมากกว่า 82 และนิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนและนิวตรอน ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดแรงผลักกันในนิวเคลียสมากกว่าแรงยึดกัน นิวเคลียสจึงพยายามลดจำนวนอนุภาคลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้นิวเคลียสที่เสถียร ดังนั้นหลังจากการแผ่รังสีแอลฟา นิวเคลียสที่เกิดขึ้นใหม่จะมีเลขอะตอมลดลง 2 และเลขมวลลดลง 4 ดังตัวอย่างต่อไปนี้

      2. รังสีบีตา การแผ่รังสีบีตาเกิดขึ้นในกรณีที่นิวเคลียสมีจำนวนนิวตรอนมากกว่าโปรตอน จึงพยายามลดอัตราส่วนระหว่างนิวตรอนต่อโปรตอน โดยนิวตรอนจะเปลี่ยนไปเป็นโปรตอนและอิเล็กตรอน ทำให้เลขอะตอมเพิ่มขึ้น 1 แต่เลขมวลคงเดิม ดังตัวอย่างเช่น

 

     3. รังสีแกมมา การแผ่รังสีแกมมา มักจะเกิดขึ้น ในกรณีที่ไอโซโทป มีการสลายตัวให้รังสีแอลฟาหรือบีตาแล้ว ยังได้นิวเคลียสใหม่ไม่เสถียร ยังอยู่ในสภาวะกระตุ้น มีพลังงานเกินกว่าปกติ เมื่อกลับสู่สภาวะปกติจึงปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูปของรังสีแกมมา ดังนั้นการแผ่รังสีแกมมาจึงไม่ทำให้เลขมวล และเลขอะตอมเปลี่ยนแปลง ดังตัวอย่างเช่น

   


<< Go Back