<< Go Back

     การระบุหน่วยของการวัดปริมาณต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันความยาว มวล อุณหภูมิ อาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น การระบุน้ำหนักเป็นกิโลกรัม ปอนด์ หรือ การระบุส่วนสูงเป็น เซนติเมตร ฟุต ซึ่งทำให้ไม่สะดวกในการเปรียบเทียบหรือสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน บางกรณี อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ 
ดังนั้น เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลจากการวัดเป็น ที่เข้าใจตรงกัน จึงมีการตกลงร่วมกันให้มีหน่วยมาตรฐานสากลขึ้น 

     ในปี พ.ศ. 2503 ที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยการ ชั่งและการวัด  (The General conference on Weights and Measures) ได้ตกลงให้มีหน่วยวัดสากลขึ้น เรียกว่า ระบบหน่วยวัด ระหว่างประเทศ หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า หน่วยเอสไอ (SI units) ซึ่งเป็นหน่วยที่ดัดแปลงจาก หน่วยในระบบเมทริกซ์โดยหน่วยเอสไอแบ่งเป็นหน่วยฐาน (SI base units) มี 7 หน่วย ซึ่งเป็นหน่วยที่ไม่ขึ้นต่อกัน และสามารถนำไปใช้ในการกำหนดหน่วยอื่น ๆ ได้และหน่วยเอสไออนุพันธ์ (Derived SI units) ซึ่งเป็นหน่วยอื่น ๆ  ที่มีความสัมพันธ์กันทางคณิตศาสตร์ของหน่วยเอสไอพื้นฐาน

ตาราง ตัวอย่างหน่วยเอสไออนุพันธ์

 

     นอกจากหน่วยในระบบเอสไอแล้ว ในทางเคมียังมีหน่วยอื่นที่ได้รับ การยอมรับและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างดังตาราง 

 

     1. ลวดแมกนีเซียมหนา 0.1 มิลลิเมตร สามารถเขียนแสดงความหนาให้อยู่ในรูปสัญกรณ์  วิทยาศาสตร์ในหน่วยเอสไอได้เป็นเท่าใด 
          0.1 mm    =   0.1 x  10-3 m  =   1  x  10-4 m

     2. ปริมาตรน้ำที่ได้จากปิเปตต์ 10.00 ลูกบาศก์เซนติเมตร สามารถเขียนแสดงปริมาตรให้อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ ในหน่วยเอสไอได้เป็นเท่าใด
          1 cm3        =   1 cm  x   1 cm  x  1 cm
          =  0.01 m  x  0.01 m x  0.01 m
          =  1  x 10-6  m3
          ดังนั้น 10.00 cm3    =   10.00  x 10-6  m3
          =  1.000 x 10-5  m3

          ในทางวิทยาศาสตร์การคำนวณเกี่ยวกับปริมาณต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนหน่วยให้อยู่ในหน่วยที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ค่าของปริมาณเปลี่ยนแปลง เช่น ในทางเคมีนิยมระบุพลังงาน ในหน่วยแคลอรี ในขณะที่หน่วยเอสไอของพลังงานคือจูล ดังนั้น นักเคมีจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนหน่วย พลังงานระหว่างแคลอรีและจูลเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน การเปลี่ยนหน่วยทำได้หลายวิธี ในที่นี้จะใช้วิธีการเทียบหน่วย ซึ่งต้องใช้แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย

 

     แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย (conversion factors) เป็นอัตราส่วนระหว่างหน่วยที่แตกต่างกัน 2 หน่วย ที่มีปริมาณเท่ากัน
ตัวอย่างการหาแฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย เป็นดังนี้
     จากความสัมพันธ์พลังงาน   1 cal = 4.2 J    เมื่อใช้ 1 cal หารทั้งสองข้างจะได้เป็น
          1 cal   =   4.2 J
          1 cal      1 cal
          1   =   4.2 J
          1 cal
     หรือถ้าใช้ 4.2 J    หารทั้งสองข้างจะได้เป็น
          1 cal   =   4.2 J
          4.2 J      4.2 J
          1 cal   =    1
          4.2 J
     ดังนั้น แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วยเขียนได้เป็น  1 cal  หรือ 4.2 J
      ในทางคณิตศาสตร์เมื่อคูณปริมาณด้วย “1” จะทำให้ค่าของปริมาณเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และแฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย และ   ก็มีค่าเท่ากับ 1 ดังนั้นจึงสามารถนำแต่ละแฟกเตอร์ เปลี่ยนหน่วยไปใช้ในการเปลี่ยนหน่วยของปริมาณ ที่วัดจากหน่วยหนึ่งไปเป็นหน่วยอื่นโดยปริมาณ ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับตัวอย่างแฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วยนี้ ใช้เปลี่ยนหน่วยจูลให้เป็นแคลอรีหรือแคลอรีให้เป็นจูล ตามลำดับ เช่น พลังงาน 20 cal สามารถเปลี่ยนเป็นหน่วยจูลได้ดังนี้
      พลังงาน      =    20 cal x 4.2 J
      1 cal            =   84 J

 

      วิธีการเทียบหน่วย (factor label method) ทำได้โดยการคูณปริมาณในหน่วยเริ่มต้นด้วย แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วยที่มีหน่วยที่ต้องการอยู่ด้านบน ตามสมการ 

ปริมาณและหน่วยที่ต้องการ  =   ปริมาณและหน่วยเริ่มต้น x  หน่วยที่ต้องการ

Ex.1 สารละลายกรดไฮโดรคลอริกมวล 20 กรัม ความหนาแน่น 1.18 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีปริมาตรเท่าใด 
      วิธีทํา  ปริมาตรของกรดไฮโดรคลอริก     =  20 g solution x 1 cm3 solution
                 1.18 g solution  = 16.95 cm3
                 คําตอบต้องมีเลขนัยสำคัญ 2 ตัว ดังนั้น สารละลายกรดไฮโดรคลอริกมีปริมาตร 17 ลูกบาศก์เซนติเมตร

แบบฝึกหัด 
      1. จงแสดงวิธีการเปลี่ยนหน่วยไปเป็นหน่วยใหม่ที่ต้องการในแต่ละข้อต่อไปนี้

      1.1    59.2 cm      =   59.2 cm    x  1 m     x    10 dm
               ดังนั้น 59.2 cm เท่ากับ 5.92 dm

      1.2    1.8 kg      =   1.8 kg  x  1000 g  x  1000 mg
                ดังนั้น 1.8 kg  เท่ากับ 1.8 x 106   mg

      1.3    2,800 ml      =   2,800 ml   x  1 L  x  1 dm3
               ดังนั้น 2,800 mL อาจตอบได้เป็น 2.8 dm3      หรือ 2.80  dm3     หรือ 2.800  dm3    
               เนื่องจากเลขศูนย์อาจมีค่าเป็นศูนย์จริง ๆ จากการวัด หรือเป็นตัวเลขที่ใช้แสดงให้เห็นว่าค่าดังกล่าวอยู่ในหลักพัน

      1.4    3.2 g/mL    =   3.2 g  x  1 kg   x  1000mL  x   1L
               ดังนั้น 3.2 g/mL เท่ากับ 3.2 kg/ dm3

Ex.2 น้ำบริสุทธิ์ปริมาตร 50.0 ลูกบาศก์เซนติเมตร  ที่อุณหภูมิ 20.5 องศาเซลเซียสมีมวลเท่าใด เมื่อความหนาแน่นของน้ำที่อุณหภูมิ 20.5 องศาเซลเซียส เท่ากับ 0.998099 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
      มวลของน้ำ   =   50 cm3      x    0.998099 g
                                   1 cm3     =  49.90495 g
      คำตอบต้องมีเลขนัยสำคัญ 3 ตัว ดังนั้น น้ำมีมวล 49.9กรัม

Ex.3 สารละลายกรดซัลฟิวริกเข้มข้นร้อยละ 24 โดยมวล มีความหนาแน่น 1.2 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ถ้าสารละลายกรดซัลฟิวริก 200 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะมีกรดซัลฟิวริกกี่กรัม
      ปริมาณกรดซัลฟิวริก   =   24 g acid    x    1.2 g solution   x   200 cm3solution
      คำตอบต้องมีเลขนัยสำคัญ 2 ตัว ดังนั้น มีกรดซัลฟิวริก 58 กรัม

Ex.4 ถ้าทองเหลือง 12 กรัม ต้องใช้ทองแดง 9.0 กรัม มีต้นทุนราคาของทองแดงกิโลกรัมละ 200 บาท หากต้องการทองเหลือง 300 กรัม ต้องซื้อทองแดงกี่บาท
      ต้องซื้อทองแดง   =   9.0 g Cu    x    1 Kg Cu     x   200 Baht    x  300 g brass
      คำตอบต้องมีเลขนัยสำคัญ 2 ตัว ดังนั้น ต้องซื้อทองแดง 45 บาท

แบบฝึกหัดท้ายบท
      เติมเครื่องหมาย   /  หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย  x  หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง 
      …….  4.1 ข้างขวดน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่งระบุว่าปริมาตรน้ำภายในขวดเท่ากับ 0.6 ลิตรหมายความว่าน้ำดื่มในขวดนั้นมีน้ำปริมาตร 600 มิลลิลิตร
      …….  4.2 ใช้ปิเปตต์แบบปริมาตรขนาด 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปิเปตต์สารละลาย A ถ่ายลงในบีกเกอร์ สารละลาย A ในบีกเกอร์มีปริมาตรเท่ากับ 10.00 มิลลิลิตร
      …….  4.3 สารละลาย B ในขวดกำหนดปริมาตรขนาด 250 มิลลิลิตร หมายความว่าเมื่อเทสารละลาย B ออกมาใส่บีกเกอร์สามารถวัดปริมาตรได้เท่ากับ 250 มิลลิลิตร
      …….  4.4 ในการไขสารละลายออกจากบิวเรตต์จะอ่านเลขทศนิยมของปริมาตรของ  สารละลายได้ 2 ตําแหน่งเสมอ 
      …….  4.5 เมื่อตวงสารละลาย C โดยใช้กระบอกตวงให้มีปริมาตร 100.00 มิลลิลิตร แล้วเทใส่ในบีกเกอร์ขนาด 250  มิลลิลิตร จะสามารถอ่านปริมาตรของสารละลาย C  ได้เท่ากับ 100.00 มิลลิลตร



<< Go Back