<< Go Back

     ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็นศิลาจารึกที่บันทึกประวัติศาสตร์สมัยกรุงสุโขทัย จารึกนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะผนวชอยู่เป็นผู้ทรงค้นพบ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย มีลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม สูง ๑๑๑ ซม. หนา ๓๕ ซม. เป็นหินทรายแป้งเนื้อละเอียด มีจารึกทั้งสี่ด้าน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร ฯ

เนื้อหาของจารึก  แบ่งได้เป็นสามตอน
      ตอนที่หนึ่ง บรรทัดที่ ๑ ถึง ๑๘ เป็นการเล่าพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่ประสูติจนเสวยราชย์ ใช้คำว่า "กู" เป็นหลัก   
      ตอนที่สอง ไม่ใช้คำว่า "กู" แต่ใช้ว่า "พ่อขุนรามคำแหง" เล่าถึงเหตุการณ์และธรรมเนียมในกรุงสุโขทัย
      ตอนที่สาม ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ ถึงบรรทัดสุดท้าย มีตัวหนังสือต่างจากตอนที่ ๑ และ ๒ จึงน่าจะจารึกขึ้นภายหลัง
                          เป็นการสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตราชอาณาจักรสุโขทัย

ผู้แต่ง : พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ตัวอักษรที่ใช้จารึก :
      เป็นแบบที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ขึ้นใช้เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖  ทั้งนี้เพื่อให้มีความแตกต่างจากตัวอักษรขอมที่ใช้ในเมืองสุโขทัย  ก่อนที่ไทยได้อำนาจปกครองตนเอง พ่อขุนรามคำแหง ได้โปรดให้จารึกไว้ประมาณปี พ.ศ.๑๘๒๖ จนช่วงหลัง พ.ศ.๑๘๓๕ จึงจารึกครบทั้ง๔ด้าน

ลักษณะตัวอักษร : 
      การวางสระสมัยนั้นวางข้างหน้าและข้างหลังตัวอักษร  ดัดแปลงมาจากอักษรมอญและขอม  มีวรรณยุกต์ไม้เอกกับไม้โท  ไม้โทจะเขียนเป็นรูปกากบาท

ลักษณะคำประพันธ์
      เป็นความเรียงร้อยแก้ว ใช้ภาษาไทยแท้ แต่มีความงดงาม ไพเราะ ใช้ประโยคสั้นไม่ สลับซับซ้อนมักสัมผัสคล้องจองบ้าง มีการซ้ำคำ ซ้อนคำและซ้อนความหมายในบ้างช่วง เมื่อเวลาอ่านทำให้ได้ความไพเราะ ได้ความหมายดี

ลักษณะคำประพันธ์
      ตัวอย่าง

        เพื่อนจูงวัวไปค้า  ขี่ม้าไปขาย
ใครจักใคร่ค้าม้าค้า  ใครจักใครค้าเงินค้าทองค้า

ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑ - ๑๘ เฉพาะที่เล่าประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยแบ่งวรรคตอนตามทรรศนะของนักวิชาการ
            พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง
            ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก
            เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่มืองตาก
            พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้ายขุนสามชนขับมา หัวขวาขุนสามชนเกลื่อนเข้า
            ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกูหนีญญ่ายพายจแจ้น กูบ่หนี
            กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน
            ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี
            พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน
            เมื่อชั่วพ่อกู กูบำรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู
            กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู
            กูได้หมากส้มหมากหวานอันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู
            กูไปหนีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู
            กูไปท่บ้านท่เมืองได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวนแก่พอกู
            พ่อกูตายยังพี่กู กูพร่ำ บำเรอแก่พี่กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู
            พี่กูตายจึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม

ศิลปะการใช้ภาษาและวรรณศิลป์ ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑
      แม้ว่าเรื่องศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงจะเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย  ที่บันทึกด้วยลายสือไทยที่เก่าแก่มากก็ตาม  แต่ก็มีศิลปะการประพันธ์ที่ไพเราะ  ภาษาที่ใช้มีความไพเราะสละสลวย  มีลีลาท่วงทำนองที่น่าฟัง  ใช้ถ้อยคำที่เรียบง่าย  คล้องจองกัน  มีจังหวะและน้ำหนักที่สมดุลกันมาก  มีการเล่นเสียงพยัญชนะและใช้ภาพพจน์คำเปรียบเทียบ

๑. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
      ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารไปยังคนหมู่มากที่มีความรู้ต่างระดับกัน คือ  จากผู้ปกครองไปสู่ชนชั้นใต้ปกครอง  จึงพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำราชาศัพท์   คำภาษาเขมร คำภาษาบาลี สันสกฤต  ใช้คำสามัญที่มีลักษณะเป็นภาษาพูดแทน ดังมีรายละเอียดดังนี้
      ๑.๑ การใช้คำพยางค์เดียวและเป็นคำไทยแท้
      ภาษาที่ใช้ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ มักใช้คำพยางค์เดียวและเป็นคำไทยแท้ เช่น ช้าง  ขอ  ลูก  เมีย  เยีย  ข้าว  ไพร่  ฟ้า  ข้า  ไท  ป่า  หมาก พลู ฯลฯ มีคำคู่บ้าง เช่น ป่าหมากป่าพลู มีถ้อยมีความ ได้เงือนได้ทอง ฯลฯ ภาษาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน
      ๑.๒ การใช้ประโยคความเดียว
      ภาษาในวรรณคดีสุโขทัยใช้รูปประโยคความเดียวขนาดสั้นหลายประโยคต่อเนื่องกัน โดยใช้คำเชื่อมต่าง ๆ น้อยกว่าภาษาสมัยปัจจุบันมาก รูปประโยคเช่นนี้ทำให้ต้องใช้ข้อความซ้ำกันในกลุ่มประโยคที่ต่อเนื่องกัน และเป็นการแจกแจงเรียงลำดับรายละเอียดของข้อมูลทีละส่วน เช่น
            “พ่อกู ชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง”
      การใช้ประโยคความเดียวดังกล่าวทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายเพราะจับใจความและจดจำได้ง่ายเหมาะจะใช้สื่อสารไปยังคนหมู่มากได้ดี

๒. ใช้ภาษาที่สร้างจินตภาพ
      เป็นภาษาที่สร้างจินตภาพได้ชัดเจน ทำให้ผู้อ่านสามารถสร้างภาพขึ้นในใจได้ มีผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเห็นภาพ  และเชื่อถือตามข้อความที่เสนอมา  วรรณคดีเรื่องนี้มีการใช้ภาษาที่สร้าง
      จินตภาพ ๓ ลักษณะ คือ การใช้คำให้เกิดภาพพจน์ การใช้ความเปรียบ และการอธิบายนามธรรมเป็นรูปธรรม
      ๒.๑ การใช้คำให้เกิดภาพพจน์
      ภาษาที่ใช้ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ งดงามทางด้านการให้ภาพพจน์ที่สามารถสื่อความได้อย่างลึกซึ้ง คมคาย ตรงไปตรงมา ซึ่งพบการใช้ภาพพจน์ประเภทอุปมาเพียง ชนิดเดียว มีคำใช้เปรียบเทียบเพียงคำเดียวคือคำว่า ดั่ง เช่น   กูพร่ำบำเรอแก่พี่กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู
      ๒.๒ การใช้ความเปรียบ
      การใช้ความเปรียบเป็นการโยงความรู้ของผู้อ่านเข้ากับประสบการณ์เดิมทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ เกิดจินตนาการดียิ่งขึ้น การใช้ความเปรียบในวรรณคดีสมัยสุโขทัย เช่น “ตระพังโพยสีใสกินดีดังกินน้ำโขงเมื่อแล้ง” เปรียบเทียบว่าน้ำในสระตระพังโพยสีใสเหมือนน้ำในแม่น้ำโขงหน้าแล้ง
      ๒.๓  การอธิบายนามธรรมเป็นรูปธรรม
      เมื่อต้อง  การอธิบายหรือขยายความ   สิ่งที่เป็นนามธรรม  ซึ่งมักไม่มีคำไทย  ใช้ในสมัยนั้น  ผู้แต่งก็มีวิธีการในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม  โดยบรรยายให้ต่อเนื่องกันเป็นพวกหรือกลุ่ม เช่น เป็นเหตุการณ์หรืออาการที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจน  เพื่อสื่อความถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น
            การเข้ามาสวามิภักดิ์    ใช้คำว่า  “ขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่”
            การอนุเคราะห์ สถาปนารัฐ ใช้คำว่า  “ช่วยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มี
            ปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่วยมันตวงเป็น   บ้านเป็นเมือง”
            (ศิลาจารึกบรรทัดที่  ๒๘ - ๒๙ ด้านที่ ๑ )
            ความยุติธรรม  ใช้คำว่า  “แล่งความแก่ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน เห็นสิน ท่านบ่ใคร่เดือด”  
            (ศิลาจารึกบรรทัดที่ ๒๖ ด้านที่ ๑)

๓. การใช้ภาษาที่มีความคล้องจอง
      ภาษาในวรรณคดีเรื่องนี้ที่โดดเด่นอีกประการหนึ่ง  คือ  มีการใช้คำที่มีความคล้องจองกัน เพื่อการฟัง  ฉะนั้นการใช้คำคล้องจองจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้จำได้ง่ายขึ้น  อีกประการหนึ่งการใช้คำคล้องจองก็อาจจะแสดงให้เห็นธรรมชาติของภาษาไทย  ที่ใช้คำคล้องจองในภาษาพูดอยู่แล้ว ลักษณะภาษาที่มีคำคล้องจอง ได้แก่
      ๓.๑  การใช้คำสัมผัส   เช่น

            เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย
  คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่  
    (ศิลาจารึกหลักที่ ๑)

      ๓.๒  การซ้ำคำ
      การซ้ำคำทำให้ถ้อยคำเกิดจังหวะและช่วยเน้นย้ำข้อความทำให้เกิดจินตนาการและความรู้สึก เช่น
            “...มันบ่มีช้าง   บ่มีม้า    บ่มีปั่ว   บ่มีนาง    บ่มีเงือน   บ่มีทอง ให้แก่มัน   ช่วยมันตวง เป็นบ้านเป็นเมือง    ได้ข้าเสือก   ข้าเสือ    หัวพุ่งหัวรบก็ดี    บ่ฆ่าบ่ตี...”
      ๓.๓  การซ้ำชุดคำ
      การซ้ำชุดคำ คือ การซ้ำกลุ่มคำเดียวกันตั้งแต่สองพยางค์ขึ้นไปมีผลเช่นเดียวกันกับการซ้ำคำ เช่น  “...กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่ บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู...”
      ๓.๔  การใช้คำซ้อนที่คล้องจองกัน  เช่น
            ๑.  มีสัมผัสคล้องจองใน  คำซ้อน
                  เจ็บท้องข้องใจ            ไพร่ฟ้าหน้าใส             ผิดแผกแสกกว้าง                 
                  ล้มตายหายกว่า           ตีหนังวังช้าง
            ๒.  มีการซ้ำ คำซ้ำ  ข้อความใน คำซ้อน   เช่น
                  ข้าเสือกข้าเสือ         ลูกเจ้าลูกขุน               มีถ้อยมีความ
                  หัวพุ่งหัวรบ           ป่าหมากป่าพลู            กินอร่อยกินดี

๔.  การใช้คำภาษาต่างประเทศ
      ภาษาต่างประเทศที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีสมัยสุโขทัย ได้แก่ ภาษาบาลี สันสกฤต เขมร
            ตัวอย่าง คำภาษาเขมร    เช่น คำแหง  ทรง  บำเรอ
            ตัวอย่าง คำภาษาบาลี   เช่น  เจดี   สีล
            ตัวอย่าง คำภาษาสันสกฤต    เช่น  สมุทร 
            ตัวอย่าง คำภาษามอญ  เช่น ชวา  ม่าย
            ตัวอย่าง คำภาษาเปอร์เซีย  เช่น  ปสาน  Bazaar  (ตลาด)
      คำภาษาต่างประเทศที่ปรากฏในใน ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พบน้อยมาก

๕. การใช้คำเก่า
      การใช้คำเก่าโบราณ และบางคำเป็นคำเก่าใน ภาษาถิ่น   เช่น เถิง ท่วย แย้ม (หัว) เทียร ฯลฯ

๑.  ความกตัญญู 
      คือ พ่อขุนรามคำแหงไม่ว่าไปที่ใดได้อะไร เช่น ได้ผลไม้ ได้เงิน ได้ทองก็จะนำมาให้บิดดามารดาเสมอ
      ดังข้อความ – กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาเวนแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวานอันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกู
๒. ความกล้าหาญ
      คือ ในการต่อสู้ของพ่อขุนรามคำแหง  เมื่อตอนที่ได้ติดตามบิดาชนช้างกับขุนสามชน ขณะชนช้างบิดาก็เสียทีเมื่อพ่อขุนรามคำแหงเห็น
      ดังนั้นจึงเร่งช้างเข้าไปประชิดและต่อสู้จนชนะ
      ดังข้อความ – กูบ่หนี กุขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง
๓. ความเสียสละ
      คือ พ่อขุนรามคำแหงออกมาทำศึกชนช้างยอมเสียสละเอาชีวิตมาเสี่ยงอันตรายจนได้รับชัยชนะ
      ดังข้อความ – กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้มีคุณค่ามากมายหลายด้านด้วยกัน คือ
๑. คุณค่าด้านนิติศาสตร์  นับเป็นปฐมรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย   เพราะมีการบอกสัญญาประชาคม กำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้   มีการรักษาสิทธิ มนุษยชน มีข้อความเป็นเสมือนเป็นบทบัญญัติในกฎ   มณเฑียรบาล เป็นต้น
๒. คุณค่าในรัฐศาสตร์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับราษฎรว่าทรง ใกล้ชิดกันมาก เพราะมีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ทรงให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้า  ปรึกษาหารือราชการได้ทุกวัน เว้นวันพระวันเดียวเท่านั้น และทรงเปิดโอกาสให้ราษฎรสั่น กระดิ่งเพื่อขออุทรฎีกาได้ตลอดเวลา
๓. คุณค่าด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในสมัยสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงมาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว การค้าขายเป็นไปอย่างเสรี การเกษตรอุดมสมบูรณ์มาก
๔. คุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ ได้ทราบถึงประวัติศาตร์ประมหากษัตริย์ไทย ประวัติศาตร์การเมืองการปกครอง การสร้างบ้านเมืองในสมัยนั้น ประวัติการค้าขายโดยเสรี  การประดิษฐ์อักษรไทยและประวัติพระพุทธศาสนา
๕. คุณค่าในด้านภาษาศาสตร์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น มีทั้งสระและพยัญชนะใช้เขียนคำไทยได้ทุกคำ โดยเรื่องสระพยัญชนะไว้บรรทัดเดียวกัน ช่วยประหยัดเนื้อที่และเวลาในการเขียนได้มาก ใช้สำนวนง่ายๆมีคำคล้องจองอ่านแล้วได้  ความไพเราะกินใจมาก ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จึงเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย
๖. คุณค่าด้านภูมิศาสตร์    มีการระบุอาณาเขตของกรุงสุโขทัยว่า
            ทิศตะวันออก จรดเวียงจันทร์
            ทิศใต้ จรดนครศรธีรรมราชและฝั่งทะเล
            ทิศตะวันตก จรดหงสาวดี
            ทิศเหนือ จรดเมืองแพร่ น่าน พลั่ว เป็นต้น
๗. คุณค่าด้านศาสนา ผู้คนในสมัยนั้นนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  มีการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง มีการสร้างพระพุทธรูปด้วยศิลปะอันงดงาม มีการสร้างงปูชนียวัตถุ ปูชนียสถานมากมาย ผู้คนมีการรักษาศีลฟังธรรมในวันพระ
๘. คุณค่าด้านวัฒนธรรมประเพณี ได้กล่าวถึงประเพณีที่ดีงามต่างๆ เช่น เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา ประชาชนจะพากันไปรักษาศีล ฟังธรรมในวันพระ มีประเพณีการทอดกฐิน และประเพณีการเผาเทียนเล่นไฟ เป็นต้น

<< Go Back