
|
ด่างทับทิม หรือ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (Potassium permanganate - สูตรทางเคมี : KMnO4) คือ สารเคมีประเภท Inorganic (อนินทรีย์) ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดสีม่วง สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อละลายน้ำแล้วจะได้สารละลายสีม่วงหรือสีชมพูอมม่วง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้น โดยทางเคมีแล้วเราถือว่าด่างดับทิมเป็นเกลือชนิดหนึ่ง ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อน ๆ และมีคุณสมบัติเป็นสารออกซิเดชัน (Oxidation) อย่างแรง ปัจจุบันมีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือหรือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ประโยชน์ของด่างทับทิม มีการใช้ด่างทับทิมเพื่อรักษาโรคริดสีดวงทวาร โดยพบว่า มันสามารถช่วยลดหรือบรรเทาอาการอักเสบ และอาการโป่งบวมของแผลริดสีดวงทวารได้ โดยอาศัยฤทธิ์ฝาดสมาน (Astringent) ของด่างทับทิม รวมไปถึงฤทธิ์ในการเป็น Local Anti-Infective อันเนื่องมาจากการเป็น Strong Oxidizing Agent (โดยปกติแล้วยาเหน็บริดสีดวงทวารจะมียาที่มีฤทธิ์ฝาดสมานผสมอยู่ ซึ่งสารนี้เองที่เป็นตัวช่วยลดอาการอักเสบและอาการโป่งบวมของแผลริดสีดวงได้) ด่างทับทิมสามารถนำมาใช้ในการล้างแผลเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ ใช้ฆ่าเชื้อแผลที่เกิดจากอาการน้ำเหลืองเสีย (ทำให้แผลหายช้า หรือแม้หายแล้วก็ยังทิ้งรอย) โดยจะช่วยทำให้แผลหายดีขึ้น ด้วยการนำน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น (ไม่ต้องร้อนจัด) เทลงในกะละมัง หลังจากนั้นให้เทผงด่างทับทิมลงไปเพียงให้น้ำเป็นสีชมพู แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นให้แช่แขนและขาหรือส่วนที่ต้องการลงไป หากะละมังใหญ่ไม่พอแช่ ก็ให้ใช้มือกวักน้ำแล้วลูบแผลเบา ๆ (ลูบนะครับไม่ใช่ถู) ประมาณ 20 - 30 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามที่ต้องการ แต่คนเถ้าคนแก่แนะนำว่า ให้ทำในตอนช่วงเย็น ก็จะช่วยเกี่ยวกับเรื่องสปาได้อีกด้วย ด่างทับทิมถูกนำมาใช้ในอุตสากรรมต่าง ๆ ในฐานะเป็นสารออกซิเดชั่น (Oxidation) เช่น อุตสาหกรรมการฟอกย้อมสิ่งทอ ฟอกขาวเส้นใยสิ่งทอ ย้อมสีไม้และผ้า เป็นต้น ส่วนการนำมาใช้ในครัวเรือนด่างทับทิมล้างผัก ด่างทับทิมสามารถนำใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียในผักผลไม้ได้เป็นอย่างดี โดยนิยมนำมาผสมกับน้ำ (ใช้ประมาณ 4 - 5 เกล็ด ผสมกับน้ำประมาณ 4 - 5 ลิตร) และแช่ผักผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในผักผลไม้ได้อีกด้วย ด่างทับทิมสามารถนำมาใช้เพื่อฆ่าเชื้อในน้ำ ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ตลอดจนสาหร่าย และใช้เป็นสารฟอกขาวได้ แต่ต้องทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วจึงนำน้ำไปใช้ต่อได้ (ไม่ใช่น้ำดื่มนะครับ) อย่างในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนในช่วงน้ำท่วมแล้วไม่มีน้ำสะอาดใช้ นอกจากนี้ด่างทับทิมที่มีความเข้มข้นประมาณ 1 - 4% ยังสามารถใช้กำจัดธาตุเหล็กและแมกนีเซียมที่เจือปนมาในน้ำ และยังสามารถกำจัดกลิ่นดินกลิ่นสาบของน้ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ล้างทำความสะอาดตู้ปลา บ่อปลา อ่างปลา เพื่อฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และกำจัดแบคทีเรีย ด้วยการเปิดน้ำใส่ตู้แล้วใส่ด่างทับทิมลงไปแช่ทิ้งไว้ 1 คืน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง เพราะปลาบางชนิดจะไวต่อสิ่งแปลกปลอมเป็นอย่างมาก และอาจทำให้ปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติได้ อีกอย่างในการจัดตู้ปลาบางท่านจะนำของมาตกแต่งเพื่อความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้น้ำ ก้อนหิน ขอนไม้ ฯลฯ เพื่อความมั่นใจก่อนจะนำไปใส่ในตู้ปลา เราก็ควรนำมาแช่ในน้ำด่างทับทิมเสียก่อน ใช้ทำความสะอาดอาหารสดที่ใช้เลี้ยงปลา (เนื่องจากปลาบางชนิดจะกินอาหารสดเป็นอาหาร เช่น ไรน้ำ หนอนแดง ลูกน้ำ ไส้เดือนแดง ฯลฯ) ด้วยการนำอาหารสดเหล่านั้นไปแช่ในน้ำด่างทับทิมเข้มข้น 0.5 - 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดมากับอาหาร แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกหลาย ๆ รอบ หรือเปิดน้ำจากก๊อกให้ไหลผ่านอาหาสดไปสักระยะหนึ่ง จนกว่าน้ำที่ไหลผ่านจะใสและไม่เป็นสีม่วง ส่วนประโยชน์อื่น ๆ ก็เช่น ใช้ควบคุมกลิ่น ใช้ในการวิเคราะห์เหล็ก ฆ่าเชื้อไข่พยาธิ เป็นต้น วิธีใช้ด่างทับทิม เนื่องจากบานคนอาจไม่มีเครื่องมือในวัด ตวง หรือชั่ง ดังนั้นจึงขอให้ใช้วิธีที่ง่ายที่สุด ด้วยวิธีการดูจากสี ซึ่งเป็นการประมาณการที่ใกล้เคียง ถ้าจะนำมาใช้ฆ่าเชื้อในน้ำ โดยค่อย ๆ ใส่ด่างทับทิมลงไปแล้วคนให้ละลายก่อน แล้วสังเกตดูสีว่าอยู่ในระดับไหน ซึ่งสีที่สามารถนำมาใช้ได้ในระดับปลอดภัยก็คือ สีชมพูอ่อน (ขวดที่ 5) หรือ สีม่วงอ่อน (ขวดที่ 3) (ส่วนขวดกลางหรือขวดที่ 3 จะเริ่มเข้มแล้ว และขวดที่ 1-2 จากซ้ายสุดจะเข้มมากเกินไป และเป็นอันตรายต่อผิวหนัง) หากเป็นสีชมพูอ่อนก็ประมาณได้ว่าน่าจะมีความเข้มข้นประมาณ 1 ต่อล้านส่วน แต่หากสารละลายเป็นสีม่วงก็จะประมาณได้ว่ามีความเข้มข้นประมาณ 1 ส่วนต่อ 76,000 ซึ่งจะเริ่มเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว ส่วนถ้าใช้ด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อในน้ำก็ต้องทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที จึงจะนำน้ำไปใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้ด่างทับทิมที่มีความเข้มข้นสูง ๆ ในการตัดใช้แต่ละครั้ง ให้นำมาชั่งโดยมีหน่วยน้ำหนักเป็นกรัม การชั่งตวงน้ำหนักให้ถูกต้องก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ และไม่แนะนำให้ตักวัดเป็นช้อนชา เพราะจะไม่แม่นยำและจะมีความเบี่ยงเบนมาก ขอบคุณเนื้อหาเพิ่มเติม |