1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องมีสิ่งใด |
| |
1. เยื่อหุ้มเซลล์ |
2. กรดนิวคลีอิก |
| |
3. การสืบพันธุ์
|
4. ทั้งข้อ 2 และ 3 |
| |
2.
ปัจจัยที่ทําให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งแบบที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและแบบกระทันหัน ได้แก่
ก.ถูกจํากัดการแพร่กระจายตามธรรมชาติ
ข. ขาดความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
ค. มีลักษณะพิเศษมากเกินไป (over specialization) |
| |
1.
ข้อ ก และ ข
|
2. ข้อ ข และ ค |
| |
3.
ข้อ ก และ ค
|
4. ถูกทุกข้อ |
| |
3.
คุณลักษณะในข้อใดไม่ทําให้สิ่งมีชีวิตอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ
การสูญพันธุ์
ก. มีอัตราการสืบพันธุ์ต่ำ ข. มีการสืบพันธุ์เฉพาะแบบไม่อาศัยเพศ
ค. มีขนาดตัวเล็ก ง. มีความหนาแน่นประชากร
จ. มีบทบาทหน้าที่เฉพาะค่อนข้างจํากัดในระบบนิเวศ
ฉ. มีความสามารถในการปรับตัวได้ดี |
| |
1.
ข้อ ก ข และ ค
|
2. ข้อ ง, จ และ ฉ |
| |
3.
ข้อ ค, ง และ ฉ
|
4. ข้อ ข ค และ ฉ |
| |
4. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction) ก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิตในด้านใด
ก. ได้สิ่งมีชีวิตที่แปรผันเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม
ข. ได้สิ่งมีชีวิตที่มีคุณลักษณะที่เด่นกว่าพ่อแม่
ค. ก่อให้เกิดวิวัฒนาการในสิ่งมีชีวิต
ง. เป็นการกําจัดคุณลักษณะที่ไม่เหมาะสมออกจากประชากร |
| |
1. ข้อ ก และ ข
|
2. ข้อ ก และ ค |
| |
3. ข้อ ก ข และ ง
|
4. ถูกทุกข้อ |
| |
5. การที่สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในด้านใด
ก. ลดการแก่งแย่งที่อยู่อาศัย (habitat)
ข. ช่วยให้สิ่งมีชีวิตมีขนาดร่างกายใหญ่ขึ้น
ค. ช่วยให้สิ่งมีชีวิตมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาวขึ้น
ง. ก่อให้เกิดกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
จ. ทําให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะดีเด่นเหมือนๆ กัน
ฉ. ช่วยรักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศ |
| |
1. ข้อ ก และ ง
|
2.
ข้อ ก และ ฉ |
| |
3. ข้อ ข, ค, ง และ จ
|
4. ข้อ ค, ง, จ และ ฉ |
| |
6.การจัดระบบของสิ่งมีชีวิต (organization) ระดับใดถือว่าเป็นระดับเล็กสุด ในการแสดงคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตได้สมบูรณ์ |
| |
1. โมเลกุล
|
2.
ออร์แกเนลล์ |
| |
3. เซลล์
|
4. อวัยวะ |
| |
7.
ในกระบวนการทางชีววิทยา ถ้าหากผลการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน แต่ผลออกมาไม่สอดคล้องกับสมมติฐานจะต้อง |
| |
1. ตั้งปัญหาใหม่
|
2. สังเกตใหม่อีกครั้ง |
| |
3. เปลี่ยนสมมติฐาน
|
4. ออกแบบการทดลองใหม่ให้ผลสอดคล้องกับสมมติฐาน |
| |
8. ในกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อขจัดข้อสงสัยที่ว่า “หมู่คนบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติมีอาการปวดบวมตามข้อนิ้วมือและนิ้วเท้าน้อยกว่าคนทั่วไป” จะต้องเริ่มต้นจากขั้นตอนใด |
| |
1. ตั้งสมมติฐาน
|
2. ศึกษาทฤษฎี |
| |
3.
รวบรวมข้อเท็จจริง
|
4. ทําการตรวจหากรดยูริกในเลือด |
| |
9.
การตั้งสมมติฐานที่คิดว่า จะอธิบายปัญหาที่ตั้งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องอาศัย |
| |
1. ข้อเท็จจริงและปัญหาที่ชัดเจน
|
2. คําตอบที่ถูกต้อง และข้อเท็จจริง |
| |
3. คําตอบที่ถูกต้อง และปัญหาที่ชัดเจน
|
4. กระบวนการทดลองและผลที่ได้จากการทดลอง |
| |
10.กลุ่มควบคุมในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทําการทดลองในด้าน |
| |
1. ช่วยควบคุมตัวแปรอื่นๆ
|
2. ช่วยยืนยันผลการทดลอง |
| |
3. ป้องกันการผิดพลาดในการทดลอง
|
4.
ช่วยอ้างอิงในการสรุปผลการทดลอง |
| |
|
|
11. สารสําคัญ 3 ชนิด ที่พบเป็นส่วนใหญ่ในสิ่งมีชีวิต ได้แก่
ก. น้ำ (H2O) ข. กรดนิวคลีอิก
ค. โปรตีน ง. คาร์โบไฮเดรต
จ. ไขมัน |
| |
1.
ข้อ ก ข และ ค
|
2.
ข้อ ข, ค และ ง |
| |
3.
ข้อ ก, ค และ ง
|
4. ข้อ ก ข และ จ |
| |
12. แป้ง (starch) และไกลโคเจน (glycogen) มีความแตกต่างกันในแง่ใดต่อไปนี้ ก. หน้าที่ ข. มอนอเมอร์ ค. ลักษณะการแตกแขนงของสารพอลิเมอร์ ง. ชนิดของพันธะเคมีที่เชื่อมระหว่างมอนอเมอร์ |
| |
1.ข้อ ข และ ค
|
2. ข้อ ข และ ง |
| |
3.ข้อ ก และ ค
|
4. ข้อ ก และ ง |
| |
13. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของเอนไซม์ (enzyme) |
| |
1. มี active site จับกับสารตั้งต้น
|
2. มีความจำเพาะกับปฏิกิริยาเคมีสูง |
| |
3. สามารถทำงานได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม
|
4.ลดพลังงานกระตุ้นของการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มันไปเร่ง |
| |
14.ข้อใดเป็นคุณสมบัติของน้ำที่ทำให้สามารถใช้น้ำเป็นตัวลำเลียงและนำสารต่างๆ มาเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้
ก. การเกิดพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของสารต่างๆ ได้
ข. การมีขั้วของโมเลกุลของน้ำ
ค. การมีคุณสมบัติในการเป็นของเหลวได้ที่อุณหภูมิห้อง |
| |
1.
ข้อ ก และ ข
|
2.
ข้อ ข และ ค |
| |
3.
ข้อ ก และ ค
|
4.
ข้อ ก ข และ ค |
| |
15. ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นคุณสมบัติของน้ำ
ก. น้ำมีความร้อนจำเพาะต่ำ
ข. น้ำมีความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอสูง
ค. โมเลกุลของน้ำสามารถยึดเหนี่ยวกัน ทำให้ยากต่อการแยกโมเลกุลน้ำออกจากกัน |
| |
1.
ข้อ ก และ ข
|
2.
ข้อ ข และ ค |
| |
3.
ข้อ ก และ ค
|
4.
ข้อ ก ข และ ค |
| |
16. น้ำตาล raffinose และ cellobiose อย่างละ 1 โมเลกุล tristearin และ tripeptide อย่างละ 1 โมเลกุล เมื่อเกิด ไฮโดรลิซิส (hydrolysis) อย่างสมบูรณ์เป็น monomer ทั้งหมด จะต้องใช้น้ำ (H2O) ทั้งหมดกี่โมเลกุล |
| |
1. 4
|
2. 6 |
| |
3. 8
|
4. 12 |
| |
17. การเกิดโมเลกุลมอสโทส (maltose), ไตรสเตียริน (tristearin), ไตรเพปไทด์ (tripeptide), แรฟฟิโนส (raffinose) อย่างละ 3 โมเลกุล จะเกิดน้ำ (H2O) จากปฏิกิริยาการเกิดสารดังกล่าว รวมทั้งหมดกี่โมเลกุล |
| |
1. 12
|
2. 16 |
| |
3. 18
|
4. 24 |
| |
18. ข้อใดคือ monomer ของเอนไซม์ |
| |
1. Fatty acid
|
2. Amino acid |
| |
3. Carbohydrate
|
4. Hexose |
| |
19.
ข้อใดเป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยมอโนแซ๊กคาไรด์มากกว่า 1 ชนิด |
| |
1. มอลโทส
|
2. แลกโทส |
| |
3. ไกลโคเจน
|
4. เซลลูโลส |
| |
20. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด |
| |
1. กรดนิวคลีอิกประกอบด้วยหน่วยย่อยคือ นิวคลีโอไทด์
|
| |
2. สารชีวโมเลกุลเป็นสารที่พบได้ทั้งในสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต |
| |
3. ไกลโคเจนเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่ง ที่เก็บไว้ในเซลล์ของพืช |
| |
4. โครงสร้างของอะไมเลสประกอบด้วยกลูโคสที่เรียงต่อกันเป็นสาย มีการแตกแขนง |
| |
| 21. สมบัติทางเคมีใดไม่ใช่สมบัติของโปรตีน |
| |
1.ทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับการสังเคราะห์เอนไซม์
|
| |
2.
ทำหน้าที่ช่วยขนส่งสารบางชนิดที่เยื่อหุ้มเซลล์ |
| |
3. ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของสัตว์ชั้นสูง |
| |
4. ช่วยนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย |
| |
| 22. สารชีวโมเลกุล (biomolecule) ในข้อใดที่ไม่เป็น polymer |
| |
1.
ลิพิด
|
| |
2. โปรตีน |
| |
3. คาร์โบไฮเดรต |
| |
4. กรดนิวคลีอิก |
| |
| 23. collagen เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างแบบใด |
| |
1.primary structure
|
| |
2. secondary structure |
| |
3. tertiary structure |
| |
4. quaternary structure |
| |
24. ข้อใดถูกเมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาหรือการทดลองต่อไปนี้
ก. เมื่อย่อยแป้งและเซลลูโลสโดยสมบูรณ์ จะได้สารประกอบที่เป็นโมเลกุลชนิดเดียวกัน
ข. เมื่อต้มน้ำแป้งกับสารละลายเบเนดิกต์นานๆ จะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
ค. เมื่อต้มน้ำแป้งกับกรดไฮโดรคลอริก จะได้น้ำตาลซูโครสเกิดขึ้น
ง. คาร์โบไฮเดรตทุกชนิด เมื่อต้มกับกรดไฮโดรคลอริก จะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว |
| |
1. ข้อ ก และ ข
|
| |
2.
ข้อ ข และ ค |
| |
3. ข้อ ค และ ง |
| |
4. ข้อ ง และ ก |
| |
| 25. การจัดเซลลูโลสเป็นคาร์โบไฮเดรต สามารถเทียบเท่ากับการจัดสารในข้อใด |
| |
1. กรดอะมิโนและโปรตีน
|
| |
2. ลิพิดเป็นไขมัน |
| |
3. คอราตินเป็นโปรตีน |
| |
4. กรดนิวคลีอิกเป็นดีเอ็นเอ |
| |
26.
ในเซลล์สัตว์ออร์แกเนลล์ที่มีขนาดใหญ่สุด (1) และเล็กสุด (2) คือ |
| |
1. (1) ER และ (2) lysosome
|
2. (1) Golgi complex และ (2) peroxisome |
| |
3. (1) lysosome และ (2) peroxisome
|
4. (1) mitochondria และ (2) ribosome |
| |
27. ไกลโคลิซิสที่เกิดขึ้นกับกลูโคส 1 โมเลกุล จะต้องใช้แก๊สออกซิเจนจํานวนกี่โมเลกุล |
| |
1. 0
|
2. 1 |
| |
3. 12
|
4. 38 |
| |
28. ถ้าเรานํายีสต์สายพันธุ์หนึ่งไปแยกเลี้ยงในสภาพที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจนเป็นเวลา 24 ชั่วโมงผลการศึกษาข้อใดที่ไม่ถูกต้อง |
| |
1. อัตราการสังเคราะห์โปรตีนของยีสต์ที่เลี้ยงในสภาพที่มีออกซิเจนจะสูงกว่า
|
| |
2. ยีสต์ที่เลี้ยงในสภาพที่มีออกซิเจนจะมีอัตราการเจริญสูงกว่า
|
| |
3. ขนาดของเซลล์ยีสต์ที่เลี้ยงในสภาพที่มีออกซิเจนจะมีขนาดเล็กกว่า |
| |
4. ยีสต์ที่เลี้ยงในที่ไม่มีออกซิเจนจะมีจํานวนไมโทคอนเดรียต่อเซลล์สูงกว่า |
| |
29.
ภาพที่เกิดจากเลนส์ใกล้วัตถุ และเลนส์ใกล้ตา เป็นภาพชนิดใด |
| |
1. ภาพจริงหัวกลับ และภาพเสมือนหัวกลับ
|
2. ภาพจริงหัวกลับ และภาพเสมือนหัวตั้ง |
| |
3. ภาพเสมือนหัวตั้ง และภาพจริงหัวกลับ
|
4. ภาพเสมือนหัวกลับ และภาพจริงหัวกลับ |
| |
30.
เมื่อมองภาพใต้กล้องจุลทรรศน์ชัดเจนแล้ว ถ้าเลื่อนสไลด์ไปทางด้านขวา และด้านล่างตามลำดับ เหตุการณ์ของภาพใต้กล้องจะเป็นอย่างไร |
| |
1. ภาพจะเบลอไม่ชัดเจน
|
|
| |
2. ภาพมีรายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมมาก |
|
| |
3. ภาพจะเคลื่อนที่ไปทางด้านซ้ายและบน ตามลำดับ |
|
| |
4. ภาพจะเคลื่อนที่ไปทางด้านขวาและล่าง ตามลำดับ |
|
| |
31.
ข้อใดเป็นการใช้กล้องจุลทรรศน์ไม่ถูกวิธี |
| |
1. เมื่อต้องการขยายให้ใหญ่ขึ้นให้หมุนเลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำสุดขึ้นมาแล้วปรับแสงสว่างขึ้น
|
| |
2. ในการเคลื่อนย้ายกล้องจุลทรรศน์มือข้างหนึ่งควรจับที่แขนกล้อง และอีกมือรองที่ฐานกล้องโดยต้องให้ลำกล้องตั้งตรง |
| |
3. ในการใช้เลนส์ใกล้วัตถุที่มีกำลังขยาย 100x ควรใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอด |
| |
4. ในการดูเลนส์ใกล้วัตถุ ควรเริ่มจากกำลังขยายต่ำสุดก่อน |
| |
32.
เซลล์ใดที่มีไลโซโซมมากที่สุด |
| |
1. เซลล์ตับ
|
2. เซลล์บริเวณหน่วยไต |
| |
3. เซลล์เม็ดเลือดขาว
|
4. เซลล์ของต่อมไร้ท่อ |
| |
33. ไรโบโซมอาจพบได้ที่โครงสร้างใดบ้าง
ก. ร่างแหเอนโดพลาสซึม
ข. ไซโทพลาสซึม
ค. เยื่อหุ้มนิวเคลียส
ง. แวคิวโอล |
| |
1. ก และ ข
|
2. ข และ ค |
| |
3. ข ค และ ง
|
4. ก ข และ ค |
| |
34. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจมีการใช้พลังงานสูงในการทำกิจกรรมของเซลล์ ดังนั้นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจึงควรมีออร์แกแนลล์ใดจำนวนมาก |
| |
1. แวคิวโอล
|
2. ไมโทคอนเดรีย |
| |
3. นิวเคลียส
|
4. คลอโรพลาสต์ |
| |
35.
เหตุใดเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจึงมีรูปร่างแตกต่างกัน |
| |
1. เซลล์มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ
|
2. เซลล์แต่ละชนิดมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ |
| |
3. เซลล์มีการขยายขนาดของเซลล์
|
4. ถูกทุกข้อ |
| |
| 36. โครงสร้างในข้อใดไม่มีเยื่อหุ้ม |
| |
1. centriole, nucleolus, nucleus
|
| |
2. lysosome, nuclolus, vacuole |
| |
3. centriole, ribosome, microtubule |
| |
4. centriole, peroxisome, centrosome |
| |
| 37.
เซลล์ของสิ่งมีชีวิตในข้อใดจัดเป็นเซลล์โพรคาริโอต |
| |
1. เชื้อรา
|
| |
2. พารามีเซียม |
| |
3. ยีสต์ |
| |
4. แบคทีเรีย |
| |
|
| 38. ข้อใดเป็นลักษณะของเซลล์ในระยะอินเทอร์เฟส |
| |
1. เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลาย
|
| |
2. มีการจำลองโมเลกุล DNA |
| |
3. นิวคลีโอลัสสลาย |
| |
4. เป็นระยะที่โครโมโซมมาเรียงกลางเซลล์ |
| |
| 39. ในเซลล์ที่มีสารพิษมาก จะพบออร์แกเนลล์ใดมากเป็นพิเศษ |
| |
1. RER และไมโทคอนเดรีย
|
| |
2.
RER และไรโบโซม |
| |
3. SER และไมโทคอนเดรีย |
| |
4. SER และไรโบโซม |
| |
40. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการเกิดไซโคลซิสในเซลล์พืช
ก. microfilament ข. myosin ค. centriole |
| |
1. ก
|
| |
2. ก และ ข |
| |
3.
ก และ ค |
| |
4. ก ข และ ค |
| |
|