<< Go Back

   แอมโมนอยด์ เป็นกลุ่มของสัตว์ทะเลที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ในทางชีววิทยาได้จัดให้อยู่ในชั้นย่อย แอมโมนอยดี ของชั้นเซฟาโลพอด ในไฟลั่มหอยหรือมอลลัสกา แอมโมไนต์เป็นซากดึกดำบรรพ์ดัชนีที่ดีสามารถใช้กำหนดอายุของชั้นหินในทางธรณีวิทยาได้

      ญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของแอมโมไนต์อาจจะไม่ใช่หอยวงช้าง (Nautilus spp.) แม้จากลักษณะภายนอกแล้วจะมีความใกล้เคียงกันมาก แต่แท้จริงแล้วอาจมีความใกล้ชิดกับพวกในชั้นย่อยโคโลอิดี คือพวกหมึกและออคโตปุส

      ปรกติแล้วเปลือกกระดองจะขดม้วนในแนวระนาบ แม้ว่าจะพบบ้างว่ามีการขดม้วนเป็นรูปเกลียวและแบบไม่มีการขดม้วนเลยก็มี (เฮตเทอโรมอร์พ) ชื่อ “แอมโมไนต์” มาจากลักษณะของเปลือกกระดองที่มีการขดม้วนเป็นรูปเกลียวดังที่พบเปลือกกระดองเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่ขดม้วนกันแน่นแบบเขาแกะ Pliny the Elder (d. 79 A.D. near Pompeii) เรียกซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ชนิดนี้ว่า “ammonis cornua” (เขาของแอมมอน) เพราะว่า แอมมอน แอมุน เทพเจ้าของชาวอียิปต์จะสวมเขาแกะ ชื่อสกุลของแอมโมไนต์จะพบว่าลงท้ายด้วยว่า -“ceras” บ่อยๆซึ่งหมายถึงเขาสัตว์นั่นเอง เช่น Pleuroceras เป็นต้น

 การจำแนก 

      แอมโมนอยด์วิวัฒนาการมาจากนอติลอยด์ในกลุ่มของแบคตริทิดา พบครั้งแรกในช่วงปลายของยุคไซลูเรียนถึงช่วงต้นยุคดีโวเนียน (ประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว) และได้สูญพันธุ์ไปเมื่อสิ้นสุดยุคครีเทเชียส (65 ล้านปีมาแล้ว) ไปพร้อมๆกับไดโนเสาร์ การจำแนกแอมโมนอยด์จะอาศัยลวดลายบนพื้นเปลือกกระดองและโครงสร้างผนังกั้นในเปลือกกระดองที่ทำให้เกิดเป็นห้องๆ โดยอาศัยลักษณะดังกล่าวและลักษณะอื่นๆเราสามารถจำแนกชั้นย่อยแอมโมนอยดีเป็น 3 อันดับและ 8 อันดับย่อย เส้นรอยเชื่อมบนพื้นเปลือกกระดองของแอมโมนอยด์ซึ่งเกิดจากการตัดกันของผนังกั้นห้องกับเปลือกกระดองด้านนอกจะมีลักษณะ โค้งตะหวัดไปมาเกิดลักษณะ เป็นสันและพู ขณะที่เส้นรอยเชื่อมบนเปลือกหอยนอติลอยด์จะตวัดโค้งเว้าเพียงเล็กน้อย

รูปแบบเส้นรอยเชื่อม
รูปแบบเส้นรอยเชื่อมของเปลือกกระดองชั้นย่อยแอมโมนอยดีมี 3 ลักษณะหลักๆด้วยกันคือ

       “โกนิเอติติก” เส้นรอยเชื่อมมีการโค้งเว้าไปมาทำให้เกิดสันและพูหลายชุด โดยทั่วไปโดยรอบเปลือกหอย (conch) ช่วงหนึ่งๆจะมี 8 พลู รูปแบบเส้นรอยเชื่อมแบบนี้เป็นลักษณะของแอมโมนอยด์มหายุคพาลีโอโซอิก
“เซอราติติก” เส้นรอยเชื่อมบนส่วนของพูทั้งหลายจะมีการหยักย่อยเป็นยอดปลายแหลมมีลักษณะคล้ายจักฟันเลื่อย ขณะที่เส้นรอยเชื่อมของสันจะเรียบมน เส้นรอยเชื่อมแบบนี้เป็นลักษณะของแอมโมนอยด์ยุคไทรแอสซิก และไปปรากฏอีกครั้งในยุคครีเทเชียส “ซูโดเซอราไทต์”
“แอมโมนิติก” เส้นรอยเชื่อมมีการโค้งหยักย่อยทั้งบนสันและพูแต่ปรกติแล้วจะโค้งเรียบมนแทนที่จะเป็นแบบจักฟันเลื่อย แอมโมนอยด์แบบนี้มีความสำคัญมากในทางการลำดับชั้นหิน รูปแบบเส้นรอยเชื่อมเป็นลักษณะของแอมโมนอยด์ยุคจูแรสซิกและยุคครีเทเชียส แต่ก็ขยายกลับลงไปได้ถึงยุคเพอร์เมียนด้วย

แอมโมนิติกแอมโมนอยด์ที่ห้องลำตัวแตกหายไป แสดงผิวของผนังกั้น (โดยเฉพาะด้านขวา) และสันและพูที่โค้งตวัดไปมา

 

อันดับและอันดับย่อย
ต่อไปนี้เป็น 4 อันดับและอีกหลายอันดับย่อยของแอมโมนอยดีที่เรียงลำดับจากเก่าแก่โบราณที่สุดไปหาที่มีความเก่าแก่น้อยกว่า
- โกนิเอติติด้า (Goniatitida) (ยุคดีโวเนียน ถึง ยุคเพอร์เมียน) มีสันโค้งมน ส่วนพูชี้เป็นมุม
- แอนาร์เคสตินา (Anarcestina) (ยุคดีโวเนียนเท่านั้น)
- คลายเมนิไอนา (Clymeniina)
- โกนิเอติตินา (Goniatitina) (ยุคดีโวเนียน ถึง ยุคเพอร์เมียนตอนบน)
- คลายเมนิไอด้า (Clymeniida) (ช่วงบนของยุคดีโวเนียนตอนบนเท่านั้น)
- เซอโตคลายเมนิไอนา (Cyrtoclymeniina)
- คลายเมนิไอนา (Clymeniina)
- โกนิโอคลายเมนิไอนา (Gonioclymeniina)
- เซอราติติด้า (Ceratitida) (ยุคคาร์บอนิเฟอรัส ถึง ยุคไทรแอสซิก) มีสันโค้งมน มีพูคล้ายจักฟันเลื่อย
- โปรเลคานิตินา (Prolecanitina) (ยุคดีโวเนียนตอนบน ถึง ยุคไทรแอสซิกตอนบน)
- เซอราติตินา (Ceratitina) (ยุคเพอร์เมียน ถึง ยุคไทรแอสซิก)
 - แอมโมนิติด้า (Ammonitida) (ยุคเพอร์เมียน ถึง ยุคครีเทเชียส) มีสันและพูโค้ง
- ฟายโลเซอริตินา (Phylloceritina) (ยุคไทรแอสซิกตอนล่าง ถึง ยุคครีเทเชียสตอนบน)
- แอมโมนิตินา (Ammonitina) (ยุคจูแรสซิกตอนล่าง ถึง ยุคครีเทเชียสตอนบน)
- ไลโตเซอราตินา (Lytoceratina) (ยุคจูแรสซิกตอนล่าง ถึง ยุคครีเทเชียสตอนบน)
- แอนคายโลเซอราตินา (Ancyloceratina) (ยุคจูแรสซิกตอนบน ถึง ยุคครีเทเชียสตอนบน)

 การดำรงชีวิต 

        เพราะว่าแอมโมไนต์และเครือญาติที่ใกล้ชิดได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วจึงทำให้รู้จักการดำรงชีวิตของมันได้น้อยมาก เป็นการยากที่จะพบชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของมันจึงไม่อาจเข้าใจการดำรงชีวิตในรายละเอียดได้ กระนั้นกระตามได้มีการศึกษาทดสอบกันมากเกี่ยวกับเปลือกกระดองของแอมโมนอยด์ และโดยการใช้แบบจำลองของเปลือกกระดองในถังน้ำ

        แอมโมนอยด์จำนวนมากอาจอาศัยอยู่ในทะเลเปิดแทนที่จะอาศัยอยู่บริเวณท้องทะเล ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ค่อยพบแอมโมนอยด์ในชั้นหินที่มีซากดึกดำบรรพ์อื่นที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นท้องทะเล แอมโมนอยด์จำนวนมาก อย่างเช่น ออกซิโนติเซอแรส ที่เชื่อได้ว่าว่ายน้ำได้เก่งด้วยมีรูปร่างเปลือกกระดองที่แคบบางคล้ายรูปจานที่เพรียวลู่ไปในน้ำได้ดี แม้ว่าแอมโมนอยด์บางกลุ่มจะว่ายน้ำได้ไม่ดีและดูเหมือนว่าจะอาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเลและว่ายน้ำได้ช้ามาก แอมโมไนต์และเหล่าญาติๆที่ใกล้ชิดทั้งหลายอาจกินอาหารจำพวกปลา ครัสตาเชียน และสิ่งมีชีวิตเล็กๆอื่นๆ ขณะที่ตัวมันเองก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นๆเช่นกัน อย่างเช่น สัตว์เลื้อยคลานทะเลจำพวกโมซาซอร์ มีการพบซากดึกดำบรรพ์ของแอมโมนอยด์ที่มีร่องรอยเขี้ยวฟันของสัตว์อื่นที่เข้าโจมตี

        ส่วนของเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มของแอมโมนอยด์จะอยู่ที่ห้องขนาดใหญ่ที่สุดที่ปลายสุดของขดเปลือกกระดอง ส่วนห้องที่เหลืออีกหลายห้องด้วยมีผนังกั้นจะค่อยๆมีขนาดเล็กลงไป ห้องเหล่านี้เป็นห้องสำหรับควบคุมปริมาณน้ำเพื่อควบคุมการลอยตัวอยู่ในน้ำทะเล ดังนั้นห้องที่เล็กว่าเหล่านั้นย่อมจะลอยพลิกขึ้นด้านบนเหนือห้องใหญ่ที่เป็นที่อยู่ของเนื้อเยื่อมีชีวิต

กายวิภาคพื้นฐานของเปลือกกระดอง

       ส่วนที่เป็นห้องของเปลือกกระดองแอมโมไนต์จะเรียกว่า “แฟรกโมโคน” โดยจะมีชุดของห้องหลายห้อง (แชมเบอร์) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เรียงลำดับกันไป เรียกว่า คาเมอรี ซึ่งห้องต่างๆถูกกั้นด้วยแผ่นผนังที่เรียกว่า “เซฟต้า” ห้องสุดท้ายจะเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า บอดี้แชมเบอร์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ที่มีชีวิต ขณะที่มันเจริญเติบโตขึ้นไปก็จะสร้างห้องใหม่ที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆที่เปิดออกด้านปลายสุดของขดเปลือกกระดอง

        มีท่อเล็กๆอันหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นท่อที่มีชีวิต เรียกว่า “ไซฟังเคิล” ที่ต่อร้อยผ่านผนังเซฟต้าโดยเริ่มจากตัวแอมโมไนต์ที่มีชีวิตเข้าไปในห้องแชมเบอร์ว่างเปล่า แอมโมไนต์สามารถดูดน้ำจากห้องแชมเบอร์ทั้งหลายให้ว่างเปล่าได้ด้วยกระบวนการที่เรียกว่าไฮเปอโรออสมาติก ทำให้แอมโมไนต์สามารถควบคุมการลอยตัวขึ้นลงในน้ำทะเลได้

        ความแตกต่างขั้นปฐมภูมิอันหนึ่งระหว่างแอมโมไนต์กับนอติลอยด์ก็คือ ท่อไซฟังเคิลของแอมโมไนต์ (ยกเว้น คลายเมนิไอนา) จะอยู่ชิดด้านท้องของผนังเซฟต้าและคาเมอรี (ผิวด้านในของแกนด้านนอกของเปลือกกระดอง) ขณะที่ไซฟังเคิลของนอติลอยด์จะอยู่ประมาณตรงกลางของผนังเซฟต้าและห้องคาเมอรี

Jeletzkytes แอมโมไนต์ยุคครีเทเชียสจากสหรัฐอเมริกา

 

กายวิภาคพื้นฐานของเปลือกกระดอง

        ส่วนที่เป็นห้องของเปลือกกระดองแอมโมไนต์จะเรียกว่า “แฟรกโมโคน” โดยจะมีชุดของห้องหลายห้อง (แชมเบอร์) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เรียงลำดับกันไป เรียกว่า คาเมอรี ซึ่งห้องต่างๆถูกกั้นด้วยแผ่นผนังที่เรียกว่า “เซฟต้า” ห้องสุดท้ายจะเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า บอดี้แชมเบอร์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ที่มีชีวิต ขณะที่มันเจริญเติบโตขึ้นไปก็จะสร้างห้องใหม่ที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆที่เปิดออกด้านปลายสุดของขดเปลือกกระดอง

        มีท่อเล็กๆอันหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นท่อที่มีชีวิต เรียกว่า “ไซฟังเคิล” ที่ต่อร้อยผ่านผนังเซฟต้าโดยเริ่มจากตัวแอมโมไนต์ที่มีชีวิตเข้าไปในห้องแชมเบอร์ว่างเปล่า แอมโมไนต์สามารถดูดน้ำจากห้องแชมเบอร์ทั้งหลายให้ว่างเปล่าได้ด้วยกระบวนการที่เรียกว่าไฮเปอโรออสมาติก ทำให้แอมโมไนต์สามารถควบคุมการลอยตัวขึ้นลงในน้ำทะเลได้

        ความแตกต่างขั้นปฐมภูมิอันหนึ่งระหว่างแอมโมไนต์กับนอติลอยด์ก็คือ ท่อไซฟังเคิลของแอมโมไนต์ (ยกเว้น คลายเมนิไอนา) จะอยู่ชิดด้านท้องของผนังเซฟต้าและคาเมอรี (ผิวด้านในของแกนด้านนอกของเปลือกกระดอง) ขณะที่ไซฟังเคิลของนอติลอยด์จะอยู่ประมาณตรงกลางของผนังเซฟต้าและห้องคาเมอรี

Asteroceras แอมโมไนต์ยุคจูแรสซิกจากประเทศอังกฤษ

 

แอมโมไนต์รูปแบบต่างๆ จากErnst Haeckel's 1904 Kunstformen der Natur (Artforms of Nature).

 

ขนาด

         มีแอมโมไนต์เพียงจำนวนเล็กน้อยที่พบในส่วนล่างและส่วนกลางของยุคจูแรสซิกซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้มากถึง 23 เซนติเมตร แอมโมไนต์ตัวใหญ่ๆจำนวนมากถูกค้นพบในหินอายุหลังๆในช่วงส่วนบนของยุคจูแรสซิกและช่วงส่วนล่างของยุคครีเทเชียส อย่างเช่น “ไททันไนต์” จากพอร์ตแลนด์สโตนยุคจูแรสซิกทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งปรกติแล้วจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 53 เซนติเมตร และ “พาราปูโซเซีย เซปเปนราเดนซิส” ยุคครีเทเชียสในเยอรมนีซึ่งรู้กันว่าเป็นแอมโมไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมาโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 2 เมตร ขณะที่แอมโมไนต์ที่พบในอเมริกาเหนือคือ “พาราปูโซเซีย เบรดีไอ” ยุคครีเทเชียสวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้เพียง 137 เซนติเมตร ทั้งนี้ได้มีการค้นพบใหม่ชิ้นหนึ่งในบริติชโคลัมเบีย (หากเป็นจริง) ก็ดูเหมือนว่าจะมีขนาดเหนือกว่าและแม้แต่จะใหญ่กว่าแชมป์ในยุโรป

ซากดึกดำบรรพ์แอมโมไนต์ขนาดใหญ่

 

 การแพร่กระจาย 

       เมื่อเริ่มต้นจากช่วงปลายของยุคไซลูเรียนเป็นต้นมา ได้มีการค้นพบแอมโมไนต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอมโมไนต์ในมหายุคมีโซโซอิก แอมโมไนต์หลายสกุลได้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วและสูญพันธุ์ไปหลังจากนั้นไม่กี่ล้านปีต่อมา เนื่องแอมโมไนต์มีการวิวัฒนาการที่รวดเร็วและมีการแผ่กระจายตัวไปอย่างกว้างขวาง นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาจึงได้นำมาใช้ในทางการลำดับชั้นทางชีวภาพ แอมโมไนต์เป็นซากดึกดำบรรพ์ดัชนีที่ดีเยี่ยมและเป็นไปได้ที่จะใช้เชื่อมโยงเปรียบเทียบชั้นหินและให้อายุทางธรณีวิทยา

        เนื่องด้วยแอมโมไนต์ดำรงชีวิตด้วยการว่ายน้ำหรือลอยตัวได้อย่างอิสระ จึงมักพบอาศัยลอยตัวอยู่เหนือพื้นท้องทะเลเพื่อป้องกันตัวเองที่จะเข้าไปอาศัยอยู่บนพื้นท้องทะเลอันเป็นที่ที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ เมื่อแอมโมไนต์ล้มตายก็จะจมลงสู่พื้นท้องทะเลและจะถูกฝังกลบด้วยตะกอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป แบคทีเรียที่เข้าทำการย่อยสลายซากของมันเหล่านี้ปรกติแล้วจะย่อยสลายในส่วนที่บอบบางอย่างเนื้อเยื่ออย่างสมดุลในสภาพแวดล้อมแบบรีด๊อก (ที่มีออกซิเจนน้อย) ที่เพียงพอที่จะลดความสามารถในการละลายของแร่ในน้ำทะเลอย่างฟอสเฟตและคาร์บอเนต ทำให้เกิดการตกสะสมตัวของแร่พอกเป็นชั้นๆโดยรอบซากดึกดำบรรพ์เรียกว่า มวลสารพอก ส่งผลให้แอมโมไนต์จำนวนมากได้รับการเก็บรักษาเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้อย่างดีเยี่ยม

  

ขอบคุณเว็บไซต์ : https://th.wikipedia.org/wiki/แอมโมนอยด์

<< Go Back