
ความสำคัญและองค์ประกอบของการป้องกัน
ความสำคัญของการป้องกัน
ในเกมบาสเกตบอลการป้องกันคือหัวใจของเกม เพราะเราป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้ได้ครอบครองลูกบอลจึงไม่มีโอกาสยิง
ประตูเพื่อทำคะแนน หรือถ้าฝ่ายรุกได้ครอบครองลูกบอลแล้วเราก็ป้องกันไม่ให้ยิงประตู หรือไม่ให้เคลื่อนที่ยังตำแหน่งที่เขา
ต้องการเพื่อทำคะแนน นอกจากนั้นยังป้องกันไม่ให้ฝ่ายรุกส่งลูกบอลได้สะดวก หรือบังคับให้ทำผิดพลาดในการรุก เพื่อสูญเสีย
การได้ส่งลูกบอล เช่น ทำผิดระเบียบ 3 วินาที 5 วินาที 8 วินาที หรือ 24 วินาที
นอกจากนั้นยังบังคับให้ทำผิดระเบียบการเลี้ยงลูกบอล หรือส่งลูกบอลผิดพลาดจนถูกแย่งลูกบอล เป็นต้น
นอกจากต้องมีทักษะการป้องกันแล้ว ผู้เล่นยังต้องมีความปรารถนาที่จะเอาชนะและต้องฉลาดด้วยโค้ชย่อมชอบนักกีฬา
ที่รู้จักคิดเพื่อป้องกัน
การป้องกันที่ดีของทีมย่อมลดโอกาสของการทำคะแนนของคู่ต่อสู้ แต่กลับเพิ่มโอกาสให้แก่ฝ่ายป้องกันที่ ดีเพื่อทำ
คะแนนได้มากขึ้น เพราะการป้องกันที่ดีของทีมจะช่วยให้ทีมแย่งลูกบอลมาครอบครองได้มากขึ้นจากการขโมย การเข้าสกัดกั้น
การส่ง การรีบาวด์เพราะฝ่ายรุกยิงประตูไม่ลง และที่สำคัญที่สุดยังทำให้มีโอกาสยิงประตูทำ คะแนนได้รวดเร็วและง่ายๆ จากการ
เล่นเร็วหรือฟาสท์เบรค (Fast Break) จากการรีบาวด์ที่ดี
หลักสำคัญในการเป็นผู้ป้องกัน คือ พยายามที่จะไม่ให้ฝ่ายคู่ต่อสู้สามารถพาลูกบอลไปใกล้ประตูได้มาก กว่าตำแหน่งที่รับ
ลูกบอลมา วิธีเดียวที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือ ผู้ป้องกันจะต้องเป็นสิ่งกีดขวางเพื่อไม่ให้ฝ่ายคู่ต่อสู้ รุกล้ำไปข้างหน้าได้ เมื่อ
เป็นเช่นนี้ตำแหน่งที่ดีที่สุดของผู้เล่นที่ทำหน้าที่ป้องกันคือ อยู่ตรงกลางระหว่างผู้เล่นฝ่ายรุก กับห่วงประตู
เมื่อผู้เล่นฝ่ายรุกพาลูกบอลเข้ามา ผู้ป้องกันจะต้องตัดสินใจว่าจะวิ่งเข้าไปเพื่อประจันหน้ากัน หรือว่าคอยให้ฝ่ายรุกพาลูก
ขยับมาข้างหน้าผู้ป้องกัน ถ้าฝ่ายรุกพาลูกบอลบุกเข้ามาอย่างรวดเร็วผู้ป้องกันควรจะถอยหลังไปหาห่วง ประตูก่อน แล้วค่อยเริ่ม
ขยับเข้าไปตามทิศทางที่ฝ่ายรุกบุกเข้ามา ในขณะเดียวกันก็พยายามบีบผู้เล่นให้ไปทางเส้นข้างและถ้าเป็นไปได้ ก็พยายามบีบให้
ออกไปนอกเส้นข้างเลย
ทักษะของการป้องกัน
1. ท่ายืนป้องกัน ท่ายืนในการตั้งรับและป้องกันที่ดีที่สุด คือ ท่ายืนที่จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางหนึ่ง
ทิศทางใดได้ดีและรวดเร็วที่สุด ผู้เล่นจะต้องยืนอยู่ในท่าพร้อมที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดๆ ได้ทันที และในขณะเดียวกันก็
ควรจะพยายามใช้แขนและลำตัวเพื่อป้องกันเนื้อที่สนามให้ได้มากที่สุดเท่าที่มากได้
ให้เริ่มฝึกหัดท่ายืนป้องกันด้วยการวางเท้าคล้ายๆ กับนักมวย คือ เท้าข้างหนึ่งอยู่หน้าเท้าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อย เท้าแยกห่าง
กันพอประมาณ น้ำหนักตัวอยู่บนปลายเท้าทั้งสองงอเข่าและลดสะโพกต่ำลงเล็กน้อยพร้อมกับการกางแขนให้กว้างออกไป ผู้
เล่นอาจจะเหยียดแขนทั้งสองไปจนสุดแขน หรืออาจจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้นข้างบนและ อีกข้างหนึ่งทางออกไปข้างๆ ก็ได้ แล้ว
ใช้แขนโบกขึ้นลงสลับข้างเพื่อเป็นการรบกวนคู่ต่อสู้
ท่ายืนป้องกันอีกท่าหนึ่ง คือ ท่ายืนแขนทั้งสองไปข้างหน้าต่ำกว่าระดับไหล่ท่านี้เป็นธรรมชาติที่สุด ผู้เล่นสามารถที่จะพุ่ง
ไปแย่งลูกบอลได้เหมือนลูกแมว หรือยกแขนขึ้นลงได้อย่างรวดเร็ว
2. การจัดและใช้แขน ความสามารถในการใช้มือและแขน เป็นทักษะที่สำคัญมากในการป้องกัน แต่ โค้ชบางคนเน้นการ
สไลด์เพื่อป้องกันจนลืมสอนเรื่องการใช้มือและแขนป้องกัน จุดมุ่งหมายของการป้องกันก็บีบบังคับผู้ถือลูกบอลโดยผู้ป้องกัน
ยื่นมือติดตามลูกบอลเป็นเงาตามตัวตลอดเวลา มือของฝ่ายป้องกันคือศัตรูตัวฉกาจของผู้ถือ บอลจะต้องให้มือทำงานเป็นอิสระ
จากเท้าเพราะ
2.1 ใช้มือติดตามลูกบอล
2.2 ใช้เท้าเพื่อเคลื่อนที่ติดตามตัวคู่ต่อสู้ โดยการเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงไปตามทิศทางนั้นๆ จะต้องใช้มือข้างที่อยู่ใกล้
ลูกบอลตามติดลูกบอลตลอดเวลาเหมือนเรด้าตามจับภาพเครื่องบินทั้งนี้ก็เพื่อสกัดการส่งลูกบอลนั่นเอง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะ
ให้ต่ำไว้เพื่อป้องกันการเลี้ยงลูกบอลกลับทิศทาง
3. เทคนิคการสไลด์ การสไลด์เป็นการเคลื่อนที่ด้วยการขยับเท้าไปทางด้านข้าง ด้วยการเลื่อนเท้าพ้น พื้นสักเล็กน้อย จะไป
ทางซ้ายหรือขวา ไปข้างหน้าหรือถอยหลัง เป็นเทคนิคเพื่อเคลื่อนที่ตามคู่เมื่อเราป้องกันจึงต้องปรับให้เข้ากับลักษณะของผู้เล่น
แต่ละคนซึ่งมีหลักทั่วไปคือ
3.1 ส่งแรงจากขาและเท้าข้างตรงกันข้ามกับทิศทางที่จะสไลด์ไป ซึ่งจะออกแรงโดยกล้ามเนื้อต้น ขาและสะโพก
ส่วนเท้าจะผ่อนคลายเลื่อนสัมผัสพื้นไป
3.2 เคลื่อนเท้าไปในทิศทางที่จะไปปลายเท้าชี้ไปทิศทางนั้นแต่ไม่ให้เท้าคู่ขนานกัน
3.3 ก้าวเท้าสั้นๆ แต่เร็ว
3.4 เท้านำก้าวเยื้องตัวของคู่ต่อสู้
3.5 เท้าหลังที่ส่งแรงอยู่ในแนวตรงกลางลำตัวของคู่ต่อสู้
3.6 งอเข่าเสมอ อย่ากระโดด
3.7 มีฐานะมั่นคง เท้าห่างคงที่เท่าช่วงไหล่
3.8 หลังตรง
3.9 เงยหน้า
การป้องกันคู่ต่อสู้รุกเข้าไปเพื่อยิงประตู วิธีการก็เพื่อปิดเส้นทางสู่ห่วงประตู จึงต้องสไลด์ถอยหลัง สร้างกำแพงขวางทาง
คือ ระหว่างลูกบอลกับห่วงประตู ใช้ได้ทั้งการที่เข้ารุกทางด้านใดด้านหนึ่งหรือการส่งลูกบอลข้ามแดน ถ้าฝ่ายรุกได้เปรียบ
เพราะเร็วกว่าก็ควรวิ่งเพื่อคลุมพื้นที่แทนการสไลด์
4. การป้องกันลูกบอล (ผู้ที่ครอบครองลูกบอล) เราต้องการรุกเข้าแย่งลูกบอล แต่ไม่ให้เขาเลี้ยงผ่าน เราไปได้ผู้ที่อยู่หน้า
สุดมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบผู้ที่มีลูกบอล ตอนรุกเร้าเข้าแย่งลูกบอลผู้ป้องกันจะเยื้องนิดหน่อย เพื่อใช้มือที่อยู่ใกล้ลูกบอลไขว่คว้า
ลูกบอล และมืออีกข้างอยู่ตรงกลางเพื่อป้องกันการเลี้ยงลูกบอลกลับทิศทาง
เมื่อเขาเลี้ยงลูกบอลลงกระทบพื้น จะต้องจัดเท้าในตำแหน่งที่พร้อมกับการรุกทะลวงเข้าหาห่วงประตู คือ เท้าด้านในควร
นำหน้าเล็กน้อยและมืออยู่สูงกว่าเท้าด้านหน้าของเข่าอีกมือก็ไขว่คว้าลูกบอลและเท้าหลังอยู่ห่างมา ข้างหลังเล็กน้อย
ต้องจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายรุกและพื้นที่ของสนามเพื่อจัดกระบวนการป้องกันยิ่งเราอยู่ใกล้ห่วงประตูเท่าใดฝ่ายรุกยิ่ง
เป็นอันตรายสำหรับเราเท่านั้นแต่เขาจะมีพื้นที่แคบเพื่อรุกถ้าเราอยู่ห่างห่วงประตูมากก็ลดอันตรายของฝ่ายรุกลงแต่ฝ่ายรุกจะมี
พื้นที่กว้างขึ้นเพื่อทะลุทะลวง
4.1 ในสถานการณ์เต็มสนามเราต้องทำให้การรุกช้าลง
4.2 ถ้าอยู่ใกล้เส้นยิงประตู 3 คะแนน เราต้องพยายามหยุดการรุกไปข้างหน้า
5. การป้องกันการยิงประตู ใช้หลักของการป้องกันเช่นเดิม คือจะต้องใช้มือข้างหนึ่ง ตามระรานลูกบอล จนกว่าลูกจะลงสู่
พื้นที่ ครั้นเมื่อผู้เล่นจับลูกบอลในตำแหน่งจะยิงประตูก็ใช้มือเดิมนั้นป้องกัน คือยกขึ้นสูงตามติด การยิงประตูด้วยการยกแขนขึ้น
สูงๆ ไม่ใช่เข้าบล็อคการยิงประตู
โค้ชต้องเน้นการสอนความสำคัญของการป้องกันว่า การป้องกันแบบรุกเร้าซึ่งจัดการได้เหมาะสม คือ การป้องกันที่ดี
ฉะนั้นการเสี่ยงเข้าฟาวล์ด้วยการบล็อกการยิงประตูจึงเป็นข้อผิดพลาดของการป้องกัน
จะต้องยืนป้องกันในระยะของช่วงแขน ถ้าเข้าใกล้เกินไปจะถูกหลอกและฝ่ายรุกสามารถตัดเข้าในได้ หรือส่งหรือก้าว
ผ่านผู้ป้องกันก็ได้
6. การป้องกันผู้กระโดดยิงประตูเพื่อหยุดเลี้ยงลูกบอล บางครั้งผู้เลี้ยงลูกบอลจะกระโดดยิงประตูต่อ เนื่องกับการเลี้ยง
ลูกบอล ฝ่ายป้องกันจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใช้มือที่อยู่ด้านในใกล้ผู้เลี้ยงลูกบอลไขว่คว้าป้องกันไม่ให้เขาจับลูกบอล
จากการเลี้ยงเพื่อบังคับให้เขาเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนที่ให้ผิดปกติจากที่เขาเคยปฏิบัติ เพื่อครอบ ครองลูกบอลจากการเลี้ยงแล้ว
ต่อเนื่องสู่การยิงประตู
7. การป้องกันฝ่ายรุกที่วิ่งเข้าหาและการชน ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าฝ่ายป้องกันได้ปรับปรุงวิธีการเคลื่อน ที่เพื่อเข้าป้องกัน
จนฝ่ายรุกที่มีบอลถูกขานฟาวล์เพราะเข้าชนผู้ป้องกัน แต่จะไม่เห็นฝ่ายป้องกันกระทำให้ผู้ยิงประตูที่ เสียการทรงตัวถูกขาน
ฟาวล์เพราะเข้าชนได้บ่อยนัก ทั้งนี้เพราะวิธีการเข้ายืนป้องกันยังไม่ถูกต้อง
ที่มา : http://www.ipesp.ac.th/learning/siriwan/chapter9/unit9.html
