<< Go Back

การเล่นบาสเกตบอลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายป้องกันก็ตาม ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในการเล่น ได้ทุกตำแหน่งหน้าที่ จึงจะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ในการเล่นบาสเกตบอลเป็นทีม จะ ประกอบด้วยผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน แต่ละฝ่ายจะมีผู้เล่นตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ ตลอดจนคุณลักษณะเฉพาะตำแหน่ง ดังนี้
          1. ผู้เล่นหน้าซ้าย หรือเรียกว่าปีกซ้าย (Left Forward) เป็นผู้เล่นที่มีหน้าที่สำคัญที่สุด คือการรุกควรมีคุณสมบัติเป็นผู้เล่นที่มี ความเร็วสูง มีความคล่องตัวดี มีทักษะต่างๆในการเล่นดี สามารถยิงประตูแบบต่างๆได้ดีแม่นยำ ส่วนใหญ่ถนัดการเล่นด้านซ้าย มากกว่าขวา
          2. ผู้เล่นหน้าขวา หรือเรียกว่าปีกขวา (Right Forward) มีหน้าที่และคุณสมบัติเหมือนหน้าซ้าย แต่ส่วนใหญ่ถนัดการเล่นด้าน ขวามากกว่าซ้าย
          3. ผู้เล่นหลังซ้าย หรือเรียกว่าการ์ดซ้าย (Left Guard) เป็นผู้เล่นที่มีหน้าที่สำคัญที่สุด คือการป้องกันและเปิดเกมรุก ควรมี คุณสมบัติในการนำลูกขึ้นแดนหน้า เพื่อเปิดเกมรุกอย่างรวดเร็ว ทั้งรับและส่งลูก สามารถเลี้ยงลูกได้ดี ยิงประตูระยะไกลได้ แม่นยำ กระโดดแย่งบอลได้ดี ควรมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าผู้เล่นหน้ามีความถนัดการเล่นด้านซ้ายมากกว่าขวา
          4. ผู้เล่นหลังขวา หรือเรียกว่าการ์ดขวา (Right Guard) มีหน้าที่และคุณสมบัติเหมือนการ์ดซ้าย แต่ส่วนใหญ่ถนัดการเล่น ด้านขวามากกว่าซ้าย
          5. ผู้เล่นกลาง หรือเรียกว่าเซ็นเตอร์ (Center) เป็นผู้เล่นที่มีการเล่นลูกบอลบริเวณพื้นที่ใต้ห่วงประตูมากที่สุด ทั้งการรุกและ ป้องกัน ควรมีลักษณะสูงใหญ่ มีการหมุนตัวและสามารถยิงประตูในพื้นที่ใต้ห่วงประตูได้แม่นยำ สามารถกระโดดแย่งบอลได้ดี
วิธีการป้องกัน
          ในการเล่นบาสเกตบอลทีม ทีมใดที่มีการป้องกันที่ดี ย่อมส่งผลถึงการได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามในระหว่างการเล่น ทีมป้องกัน อาศัยทักษะการป้องกันส่วนบุคคล การประสานงานภายในทีมตามรูปแบบที่กำหนดไว้ จะทำในทีมประสบความสำเร็จได้ การ ป้องกันพื้นฐานแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การป้องกันเป็นเขตหรือโซน (Zone Defense) และ การป้องกันแบบคนต่อคน (Man to Man Defense) จากพื้นฐานนี้มีผู้คิดรูปแบบการป้องกันสรุปได้ เป็นแบบที่ 3 คือการป้องกันแบบผสม
          1. การป้องกันเป็นเขตหรือโซน (Zone Defense) หมายถึงการป้องกันที่มีการแบ่งเนื้อที่หรือพื้นที่ให้ผู้เล่นในทีมรับผิดชอบ ในการควบคุมและป้องกันภายในพื้นที่ของตนเองให้ดีที่สุด สายตาจะต้องจับอยู่ที่ลูกบอลตลอดเวลา
          2. การป้องกันแบบคนต่อคน (Man to Man Defense) การป้องกันแบบคนต่อคนหรือตัวต่อตัว คือการป้องกันที่ได้มอบ หมายหน้าที่ให้ผู้เล่นแต่ละคนรับผิดชอบในการป้องกันและควบคุมผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเป็นรายบุคคล ผู้เล่นฝ่ายรับจะต้องรับผิด ชอบติดตามฝ่ายรุกคนใดคนหนึ่งตลอดเวลาในสนามแข่งขัน เป็นเงาตามตัวเพื่อคอยป้องกัน แบบนี้ผู้เล่นฝ่ายรับต้องมองที่ ลูกบอลและคู่ของตัวเองตลอดเวลา
          ข้อดีของการป้องกันแบบคนต่อคน
          1. ผู้เล่นฝ่ายรับจะสามารถป้องกันไม่ให้ฝ่ายรุกเล่นได้สะดวก
          2. ผู้เล่นฝ่ายรับสามารถจัดคู่ป้องกันฝ่ายรุกได้เหมาะสมตามความสามารถ
          3. ผู้เล่นฝ่ายรับสามารถปรับสภาพการเล่นของฝ่ายรุกให้เข้ากับสภาพที่ตนเองถนัดได้ เช่น ดึงเกมให้ช้าหรือเร็ว
          4. ผู้เล่นฝ่ายรับจะทราบหน้าที่ของตัวเองอย่างแน่นอน สามารถรับผิดชอบหน้าที่อย่างอิสระ
          ข้อเสียของการป้องกันแบบคนต่อคน
          1. ผู้เล่นจะต้องมีสภาพร่างกายสูง เพราะจะต้องเคลื่อนที่ติดตามฝ่ายรุกตลอดเวลา
          2. จะทำให้เกิดการฟาวล์ได้ง่าย มีโอกาสเสียลูกโทษมากที่สุด
          3. ผู้เล่นจะถูกบังคับจากฝ่ายรุกได้ง่าย ถ้ามีความคล่องแคล่วว่องไวและมีความสามารถเฉพาะตัวต่ำกว่า
          4. จะต้องอาศัยความสัมพันธ์และการประสานงานของทีมสูงมาก จึงมีโอกาสพลาดได้ง่าย
          5. อาจถูกฝ่ายรุกตอบโต้ด้วยการรุกแบบลักไก่ได้ง่าย
          3. การป้องกันแบบผสมผสาน (Zone and Man to Man Defense) หมายถึงการป้องกันแบบคนต่อคนและแบบโซนผสมกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่จำเป็นในการแข่งขันหรือเล่นทีม

ที่มา : http://www.mwit.ac.th/~t2090107/link/Media_HEP40201/Team.doc

<< Go Back